แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อสอบผู้พิพากษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อสอบผู้พิพากษา แสดงบทความทั้งหมด

ข้อ 1 ภาษาอังกฤษ ปี 2551

20/4/53
การสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา
วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2551 วิชา ภาษาอังกฤษ  เวลาสอบ 1 ชั่วโมง (เวลา 13.00 น. - 14.00 น.)

คำถามข้อ 1 ให้แปลเป็นภาษาไทย (ไม่ต้องแปลข้อความในวงเล็บ)

The name of a great monarch often goes down to posterity คนรุ่นหลัง in connection เชื่อมโยง with some great law-book. That of the Emperor Justinian, who had been a great general, is handed down to us more in connection with his famous codes than in connection with any of his great wars.

Napoleon is now remembered equally well in connection with warfare as in connection with codification การรวบรวมเป็นประมวล, but as time goes on, the glories of his famous wars will fade เลือนหาย into obscurity ความสับสน ความไม่ชัดแจ้ง ควาไม่มีชื่อเสียง and the time will come when, as in the code of Justinian, Napoleon's name will be remembered more in connection with his famous codes than in connection with his famous wars. lt may then be said that the recent promulgation การประกาศใช้ of the penal เกี่ยวกับอาญา ,โทษ code for the Kingdom of Siam was an event of no small significance ความสำคัญ to His Majesty, King chulalongkorn of Siam. indeed, any one who reads His Majesty's preamble พระราชปรารถ to the penal code cannot fail to be impressed ความประทับใจ with the deep appreciation ความชื่นชม His Majesty พระเจ้าอยู่หัว has of the importance of the steps His Majesty is taking in regard การมอง to the enactment การประกาศเป็นกฎหมาย of this code and other codes that are to follow.

Excerpt(คัดตอนมาจาก) from Tokichi Masao, The Newpenal code of Siam, 18 Yale Law Journal วารสาร 85 (1909).)
Read more ...

ข้อ 3 แพ่ง อาญา 2551

17/4/53
คำถามข้อ 3


บริษัท สมชาย จำกัด เช่ารถยนต์เบนซ์จาก บริษัท สมพงษ์ ลีสซิ่ง จำกัด

เพื่อนำมาใช้ในกิจการของบริษัท ฯ มีกำหนด 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2551

ตกลงชำระค่าเช่าภายในทุกวันที่ 7 ของเดือน ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 35,000 บาท

โดย บริษัท สมชาย จำกัด ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดการเช่า

แต่ บริษัทสมชาย จำกัด มีสิทธิซื้อรถยนต์ที่เช่าจาก บริษัท สมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด ในราคาเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อครบกำหนดการเช่า

ซึ่งหากต้องการ บริษัทสมชาย จำกัด ต้องแจ้งบอกกล่าวเป็นหนังสือให้ บริษัทสมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด ทราบก่อนครบกำหนดการเช่าไม่น้อยกว่า 60 วัน

หลังจากทำสัญญาบริษัทสมชาย จำกัด ชำระคาเช่าแก่บริษัทสมพงษ์ ลิสชิ่ง จำกัด ด้วยดีมาโดยตลอด

แต่ ระหว่างสัญญาเช่าเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นอย่างมาก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายบริษัทสมชาย จำกัด จึงดัดแปลงเครื่องยนต์รถยนต์ที่เช่าจากระบบใช้น้ำมันเบนซินไปเป็นระบบก๊าช

โดยบริษัทสมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด ไม่ได้รู้เห็น
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 หลังจากบริษัทสมชาย จำกัด ได้ชำระค่าเช่างวดที่ 58 ให้บริษัทสมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด รับไปแล้ว รถยนต์ที่เช่าเกิดเพลิงไหม้เนื่องจากความบกพร่องของการติดตั้งระบบก๊าซ
ทำให้รถยนต์ที่เช่าได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง บริษัทสมชาย จำกัด ไม่ต้องการชดใช้ราคารถยนต์ที่เช่าแก่บริษัทสมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด

จึงปิดบังไม่แจ้งเหตุดังกล่าวให้ บริษัทสมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด ทราบ แต่กลับมีหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2551 ขอซื้อรถยนต์ที่เช่าจากบริษัทสมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด

จากนั้นได้ชำระค่าเช่าแก่บริษัทสมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด จนครบกำหนดตามสัญญูาเช่า หลังจากนั้นบริษัทสมชาย จำกัด ได้ทวงถามให้บริษัทสมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าให้ตามสัญญา แต่บริษัทสมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด ปฏิเสธ

ให้วินิจฉัยว่า

(ก) บริษัทสมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด ต้องรับผิดต่อบริษัทสมชาย จำกัด หรือไม่ เพียงใด

(ข) บริษัทสมพงษ์ ลิสชิ่ง จำกัด มีสิทธิเรียกร้องจากบริษัทสมชาย จำกัด หรือไม่ เพียงใด





----------------------------

หลักกฎหมาย

ปพพ.มาตรา๕๕๘ การดัดแปลงทรัพย์สินที่เช่า ผู้เช่าต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบและอนุญาตก่อน ถ้าฝ่าฝืนต้องรับผิดในการกระทำ

ปพพ.มาตรา ๕๖๗ สัญญาเช่าเป็นอันระงับจากการที่ทรัพย์สินที่เช่าเสียหายไปหมดหรือสูญหายไป 


จากกรณีปัญหา

๑.บริษัท สมชาย จำกัด ดัดแปลงเครื่องยนต์รถยนต์ที่เช่า จากระบบใช้น้ำมันเบนซินไปเป็นระบบก๊าซ โดย บริษัท สมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด ไม่ได้รู้เห็น

เป็นการฝ่าฝืน ปพพ.มาตรา ๕๕๘ บริษัท สมชาย จำกัดผู้เช่าต้องรับผิด

๒.รถยนต์ที่เช่าเกิดเพลิงไหม้เนื่องจากความบกพร่อง ของการติดตั้งระบบก๊าซ ทำให้รถยนต์ที่เช่าได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง

ทำให้สัญญาเช่าระงับตาม ปพพ.มาตรา ๕๖๗

๓.วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ บริษัท สมชาย จำกัด (ผู้เช่า)

ขอซื้อรถยนต์ที่เช่าจาก บริษัท สมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด(ผู้ให้เช่า) จากนั้นได้ชำระค่าเช่าแก่ บริษัท สมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด จนครบตามสัญญาเช่า

หลังจากนั้น บริษัท สมชาย จำกัด ได้ทวงถามให้ บริษัท สมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าตามสัญญา

แต่ บริษัท สมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด ปฎิเสธได้เพราะสัญญาเช่าได้ระงับแล้ว(ตามข้อ ๒)

สรุป

ก)บริษัท สมพงษ์ ลิสซิ่ง จำกัด(ผู้ให้เช่า) ไม่ต้องรับผิดต่อ บริษัท สมชาย จำกัด (ผู้เช่า)

เพราะสัญญาเช่าได้ระงับไปแล้วตั้งแต่รถยนต์ได้เสียหายอย่างสิ้นเชิงเพราะการกระทำของผู้เช่า

(ข)บริษัท สมพงษ์ ลิสซิ่งจำกัด(ผู้ให้เช่า) มีสิทธิเรียกร้องจาก บริษัท สมชาย (ผู้เช่า)จำกัดได้

ในราคารถยนต์ ณ เวลาที่รถยนต์ได้เสียหายไปหมด
Read more ...

ข้อ 2 แพ่ง อาญา 2551

9/4/53
คำถามข้อ 2

นายสิน ทำ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน มี โฉนดจาก นายพวง สองแปลง ชำระเงินให้นายพวงบางส่วน ตกลงโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินส่วนที่เหลือ ภายใน 6 เดือน

ครบกำหนดนายพวงผิดสัญญาไม่โอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้นายสิน กลับนำ ที่ดินแปลงแรกไปจดทะเบียนโอนขายให้ นายเขียว

โดยนายเขียว ทราบว่านายพวงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนายสินไว้ก่อนแล้ว และนายสินไม่ทราบเรื่อง

ต่อมานายสิน กลัวว่านายพวงจะโอนขาย ที่ดินแปลงที่สองให้แก่บุคคลอื่น จึงฟ้องคดีต่อศาล เพื่อขอบังคับให้นายพวงจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่สองให้แก่ นายสินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน พร้อมทั้งแจ้งเรื่องที่ฟ้องคดีดังกล่าวให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ

แต่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น นายพวง จดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงที่สองให้แก่ นายขาว โดยเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งเรื่องที่นายสินฟ้องคดีดังกล่าวให้นายขาวทราบ แต่นายขาว ยืนยันให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินจึงจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้

ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2545 นายสินทราบว่า นายพวง จดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงที่สองให้ นายขาว และ

วันที่ 30 กันยายน 2546 นายสิน ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินทราบว่านายพวงจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงแรกให้นายเขียว นายสิน จึงฟ้องนายพวง นายเขียว และนายขาวต่อศาล

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลง ระหว่างนายพวงกับนายขาว และ นายพวงกับนายเขียว

หลังจากฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว นายเขียว ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงแรกให้แก่ นางแดง โดยขณะที่ซื้อขายที่ดิน นายแดงไม่ทราบว่า นายสินฟ้องคดีเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างนายสินกับนายเขียว

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นได้หมายเรียกนายแดงเข้ามาเป็นจำเลยร่วม หากข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวข้างต้น

ทั้ง
นายพวง
นายเขียว
นายขาว และ
นายแดง

ให้การต่อสู้ว่า นายสินไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนและคดีขาดอายุความแล้ว

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาซื้อขาย

- ที่ดินแปลงแรก ระหว่าง นายพวงกับนายเขียว + ระหว่าง นายเขียวกับนายแดง 

และ

- ที่ดินแปลงที่สอง ระหว่าง นายพวงกับนายขาว ได้หรือไม่

-------------------------------------------------------------------

ธงคำตอบข้อ 2

สำหรับการขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ดินแปลงแรก นายสินเป็นเจ้าหนี้นายพวง ในการที่จะบังคับให้นายพวงโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แม้จะมิได้มีการฟ้องคดีต่อศาลก็ตาม

เมื่อนายเขียวซื้อที่ดินจากนายพวงลูกหนี้โดยทราบว่านายพวงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไว้กับนายสินไว้ก่อนแล้ว เป็นการทำนิติกรรมที่ทำให้นายสินเจ้าหนี้ของนายพวงเสียเปรียบ
จึงเป็นการฉ้อฉลนายสิน

ส่วนนายแดงแม้จะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายเขียวโดยสุจริต แต่เป็นการซื้อที่ดินมาภายหลังจากที่นายสิน ฟ้องคดีเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างนายพวงกับนายเขียวแล้ว
จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238

ปพพ. มาตรา ๒๓๘ การเพิกถอน ดั่งกล่าวมา ในบทมาตราก่อนนั้น ไม่อาจกระทบกระทั่ง ถึง สิทธิของ บุคคลภายนอก อันได้มา โดยสุจริต ก่อนเริ่มฟ้องคดี ขอเพิกถอน


อนึ่ง ความที่กล่าวมา ในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้า สิทธินั้น ได้มาโดยเสน่หา

และนายแดงเป็นผู้รับโอนที่ดินของลูกหนี้ต่อจากนายเขียวผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้ ไม่ใช่เป็นคู่กรณีทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรง จึงไม่ใช่เป็นบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้ลาภงอกอันจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 237
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 3180/2540)

ปพพ. มาตรา ๒๓๗ เจ้าหนี้ ชอบที่จะร้องขอ ให้ศาลเพิกถอนเสียได้ ซึ่ง นิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ ได้กระทำลง ทั้งรู้อยู่ว่า จะเป็นทางให้ เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้า ปรากฏว่า ในขณะที่ทำ นิติกรรมนั้น บุคคล ซึ่ง เป็นผู้ได้ลาภงอก แต่การนั้น มิได้รู้เท่าถึง ข้อความจริง อันเป็นทางให้เจ้าหนี้ ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณี เป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่า เพียงแต่ลูกหนี้ เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียว เท่านั้น ก็พอแล้ว ที่จะขอเพิกถอนได้


บทบัญญัติ ดังกล่าวมา ในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่ นิติกรรมใด อันมิได้มีวัตถุ เป็นสิทธิใน ทรัพย์สิน

เมื่อนายสินฟ้องคดียังไม่พ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนคดีจึงไม่ขาดอายุความ ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินแปลงแรกระหว่างนายพวงกับนายเขียว และระหว่างนายเขียวกับนายแดงได้ ส่วนการขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ดินแปลงที่สอง การที่นายขาวทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินว่านายสินได้ฟ้องขอให้บังคับนายพวงโอนที่ดินให้นายสิน แต่นายขาวยังยืนยันให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวตามคำขอ

การกระทำของนายขาวเห็นได้ว่ามีเจตนาโอนและรับโอนที่ดินเพื่อขัดขวางมิให้นายสินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของนายพวงได้รับชำระหนี้ทั้งหมด ตามที่นายสินได้ใช้สิทธิทางศาลในการเรียกร้องให้นายพวงชำระหนี้ไว้แล้ว

นิติกรรมการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
นายทุนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิ์ฟ้องขอให้เพิกถอนได้โดยไม่จำต้องใช้สิทธิในเรื่อง

การเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738 - 5739/2545)

และไม่อยู่บังคับที่จะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี ตามมาตรา 240
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2547)

ปพพ. มาตรา ๒๔๐ การเรียกร้อง ขอเพิกถอนนั้น ท่านห้ามมิให้ ฟ้องร้อง เมื่อ พ้นปีหนึ่ง นับแต่ เวลาที่เจ้าหนี้ ได้รู้ต้นเหตุ อันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือ พ้นสิบปี นับแต่ ได้ทำ นิติกรรมนั้น

ดังนั้น แม้จะได้ความว่านายสินฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีก็ไม่ขาดอายุความ

ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่สองระหว่างนายพวงกับนายขาวได้
Read more ...

ข้อ 1 แพ่ง อาญา 2551

8/4/53
คำถามข้อ 1

นายหนึ่ง เป็นผู้จัดการ ของ บริษัท มั่งคั่ง จำกัด ต้องการเงินทุนหมุนเวียนในกิจส่วนตัวจำนวน 5,000,000 บาท แต่ไม่สามารถทำสัญญากู้ยืมเงินกับบริษัทมั่งคัง จำกัด ในนามตนเองได้เพราะ ขัดระเบียบข้อบังคับ ของบริษัทมั่งคั่ง จำกัด

จึงให้ นายสองเพื่อนสนิท ทำสัญญากู้ยืมเงินกับบริษัทมั่งคั่ง จำกัด แทน โดยนายหนึ่งเป็นผู้รับเงินกู้ทั้งหมดไปและจะเป็นคนผ่อนชำระเงินกู้เอง

นอกจากนี้ นายหนึ่งยังขอร้องให้ นายสามน้องเขยของตน นำที่ดินของนายสาม จดทะเบียนจำนอง เป็น ประกันการกู้ยืมเงิน ไว้ด้วย

เมื่อถึงวันกำหนดนัด นายสามประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ไม่สามารถไปจดทะเบียนจำนองที่ดินได้

จึงทำ หนังสือมอบอำนาจ ให้ นางสาวหญิง อายุ 19 ปี 6 เดือน หลานสาวซึ่งเป็นบุตรของนายหนึ่ง ทำสัญญา + จดทะเบียนจำนอง แทน

ต่อมาอีก 7 เดือน นายหนึ่งลาออกจาก บริษัท มั่งคั่ง จำกัด และหลบหนีไปต่างประเทศ โดยไม่ผ่อนชำระหนี้เงินกู้ บริษัท มั่งคั่ง จำกัด ทวงถามนายสองให้ชำระหนี้เงินกู้ที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย และมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังนายสาม

บุคคลทั้งสองเพิกเฉย

มีแต่เพียง นางสาวหญิง บุตรของนายหนึ่งที่ทำหนังสือถึง บริษัทมั่งคั่ง จำกัด ขอบอกเลิกสัญญาจำนอง เพราะกระทำไปโดยบิดามารดาของตนไม่ได้ให้ความยินยอมเสียก่อน

บริษัท มั่งคั่ง จำกัด ฟ้อง นายสองให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินและฟ้องนายสามให้รับผิดตามสัญญาจำนอง

นายสอง ให้การว่า ทำสัญญากู้ยืมเงินแทนนายหนึ่ง โดยการแสดงเจตนาลวงมิได้ต้องการให้ตนต้องผูกพันกับบริษัทมั่งคั่ง จำกัด ตามที่แสดงออกมา และไม่ได้รับเงินกู้หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งนายหนึ่งในฐานะผู้จัดการของบริษัทมั่งคั่ง จำกัด ร่วมรู้เห็นมาตั้งแต่แรก สัญญากู้ยืมเงินตกเป็นโมฆะ จึงไม่ต้องรับผิด

ส่วน
นายสาม ให้การว่า ขณะทำสัญญาและจดทะเบียนจำนอง นางสาวหญิงยังไม่บรรลุนิติภาวะ นิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆียะกรรม เมื่อได้มีการบอกล้างโดยชอบแล้ว ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก จึงไม่ต้องรับผิด

ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายสองและนายสามฟังขึ้นหรือไม่


---------------------------------------------------------------------------

ธงคำตอบข้อ 1

กรณีนายสอง แม้ความจริงจะเป็นดังที่ต่อสู้ว่า นิติกรรมการกู้ยืมเงินเกิดขึ้นโดยนายหนึ่งกับนายสองตกลงกันไว้ว่า ให้นายสองกระทำแทนนายหนึ่งเท่านั้น และเงินกู้ที่ไดัรับมาจากบริษัทมั่งคั่ง จำกัด นายหนึ่งจะรับเงินนั้นไปเป็นประโยชน์เฉพาะตัวทั้งหมด โดยในใจจริงนายสองถือว่าทำนิติกรรมการกู้ยืมเงินแทนนายหนึ่ง ไม่มีเจตนาให้มีนิติสัมพันธ์กับบริษัทมั่งคั่ง จำกัด ก็ตาม

แต่นายหนึ่ง  ในฐานะผู้จัดการ ของ บริษัทมั่งคั่ง จำกัด ไม่มีอำนาจเป็นผู้แทนบริษัทมั่งคั่ง จำกัด ในการนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 74

เพราะ นายหนึ่งผู้จัดการของบริษัทมั่งคั่ง จำกัด ได้จัดการให้นายสองกู้ยืมเงินกับบริษัทมั่งคั่ง จำกัด โดยตนเองมีผลประโยชน์ได้เสียขัดแย้งกับบริษัทมั่งคั่ง จำกัด นายหนึ่งในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลย่อมไม่มีอำนาจเป็นผู้แทนได้

ความรู้เห็นของนายหนึ่ง ผู้จัดการของ บริษัทมั่งคั่ง จำกัด ตามข้อต่อสู้ของนายสอง จึงไม่ถือว่าเป็นความรู้เห็นของบริษัท มั่งคั่ง จำกัด ด้วย

ดังนั้น นายสองจึงต้องผูกพันตามที่ได้แสดงเจตนาออกมาตามมาตรา 154 นิติกรรม การกู้ยืมเงินระหว่างนายสองกับบริษัทมั่งคั่ง จำกัด จึงไม่ตกเป็นโมฆะ

นายสอง ต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างตามสัญญา
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1437/2529 และ 580/2509)

ข้อต่อสู้ของนายสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนกรณีนายสามนั้น แม้ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน หากไดักระทำนิติกรรมไปโดยไม่ไดัรับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมแล้ว นิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21

แต่การที่นางสาวหญิงซึ่งเป็นผู้เยาว์ทำนิติกรรมสัญญาจำนองตามที่นายสามมอบอำนาจ ไม่ใช่นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำในนามตนเองแต่เป็นนิติกรรมที่นางสาวหญิงผู้เยาว์ทำแทนนายสามซึ่งเป็นตัวการเท่านั้น ตามมาตรา 799 ตัวการคนใดใช้บุคคลผู้ไร้ความสามารถเป็นตัวแทน ท่านว่าตัวการคนนั้นย่อมต้องผูกพันในกิจการที่ตัวแทนกระทำ

ดังนั้น นิติกรรมสัญูญาจำนองที่นายสามมอบอำนาจให้นางสาวหญิงซึ่งเป็นผู้เยาว์ทำแทนจึงมีผลสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น ไม่ตกเป็นโมฆียะแต่อย่างใด

แม้นางสาวหญิงจะทำในขณะที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะและไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2506)

การที่นางสาวหญิงผู้เยาว์ซึ่งได้บรรลุนิติภาวะแล้ว มีหนังสือขอบอกล้างนิติกรรมดังกล่าว

ย่อมไม่มีผลทำให้นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก

ไม่ต้องด้วยมาตรา 175 (1) และมาตรา 176 วรรคหนึ่ง

นายสาม จึงต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง

ข้อต่อสู้ของนายสามฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
Read more ...

ข้อ 1 วิ.แพ่ง วิ.อาญา 2551

7/4/53


คำถามข้อ 1 ( ภาพทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาแต่อย่างใด )

โจทก์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

แต่เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินสวนยางแปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่จังหวัดจันทบุรี


จำเลย มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดระยอง




โจทก์มอบหมายให้จำเลยหาคนมากรีดยางกับทำหน้าที่ดูแลสวนยางและเสียภาษีบำรุงท้องที่แทนโจทก์ตลอดมา

แต่แล้วจำเลยกลับยักยอกที่ดินของโจทก์โดยนำที่ดินสวนยางไปทำสัญญาขายให้แก่นายโชคที่ จังหวัดตราด กับส่งมอบ ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่ ทั้งหมดให้แก่นายโชค


เป็นเหตุให้นายโชคนำไปขอออก หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน สวนยางเป็นของนายโชค

โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อ ศาลจังหวัดตราด และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยฐานยักยอกให้จำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง

ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และจำเลยถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดตราด อยู่ที่เรือนจำจังหวัดตราด

โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดตราด กล่าวหาว่า

จำเลยกระทำละเมิด ด้วยการยักยอกเอาที่ดินสวนยางของโจทก์ไปขายให้แก่นายโชค
ที่บ้านของนายโชค ซึ่งตั้งอยู่ใน จังหวัดตราด
เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียหายสูญเสียที่ดินสวนยางไป
ขอให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดิน พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้ว่า

-ที่ดินสวนยางเป็นที่สาธารณะ มิใช่เป็นของโจทก์และ
-จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์
-อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตราด ด้วย

ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลย ยื่น คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น ว่า

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม


แต่ศาลกลับมี คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น ว่า

คดีไม่อยู่เขตอำนาจของศาลจังหวัดตราด
โดยมิได้วินิจฉัยในปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

แล้วพิพากษายกฟ้องของโจทก์

ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดของศาลจังหวัดตราดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

-----------------------------------------------------------------------

ธงคำตอบข้อ 1
โจทก์ฟ้องว่า

จำเลย กระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียหายสูญเสียที่ดินสวนยางของโจทก์ไป
จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ไม่ใช่ของโจทก์และ
จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

ขอให้ยกฟ้อง

แม้จำเลยจะมิได้กล่าวแก้ เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ ว่า

- ที่ดินสวนยางพิพาทเป็นของจำเลย และ
- ตามฟ้องโจทก์ จะมิได้มีคำขอบังคับแก่ที่ดินพิพาท ด้วยก็ตาม

แต่การที่จะพิจารณาว่า

จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ก็จะต้องพิจารณาด้วยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่

อันเป็น การพิจารณาถึงความเป็นอยู่แห่งอสังหาริมทรัพย์

จึงเป็น คดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์

ซึ่งโจทก์ต้องเสนอคำฟ้อง ต่อ

- ศาลจังหวัดจันทบุรี ที่อสังหาริมทรัพย์นั้น ตั้งอยู่ในเขตศาล

หรือต่อ

- ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา อยู่ในเขตศาล

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 ทวิ
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1783/2527 (ประชุมใหญ่))

ปวพ. มาตรา ๔ ทวิ 
คำฟ้อง เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือ สิทธิ หรือ ประโยชน์ อันเกี่ยวด้วย อสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อ ศาล ที่อสังหาริมทรัพย์นั้น ตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่า จำเลย จะมี ภูมิลำเนา อยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่ หรือ ต่อศาล ที่จำเลย มีภูมิลำเนา อยู่ในเขตศาล

แม้ขณะโจทก์ยื่นฟ้อง
จำเลยจะถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดตราด อยู่ในเรือนจำจังหวัดตราด ก็ตาม

แต่ก็ถือไม่ได้ว่า ภูมิลำเนาของจำเลยผู้ถูกจำคุก ได้แก่ เรือนจำที่จำเลยถูกจำคุกอยู่

เพราะ คำพิพากษาของศาลจังหวัดตราดยังไม่ถึงที่สุดตาม ปพพ. มาตรา 47
 
ปพพ. มาตรา ๔๗

ภูมิลำเนา ของ ผู้ที่ถูกจำคุก ตาม คำพิพากษา ถึงที่สุด ของ ศาล หรือ ตามคำสั่ง โดยชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่ เรือนจำ หรือ ทัณฑสถาน ที่ถูกจำคุกอยู่ จนกว่าจะได้รับ การปล่อยตัว

กรณีจึงต้องถือว่า จำเลยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดระยอง
แม้หากโจทก์ไม่ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดจันทบุรี ที่ที่ดินสวนยางพิพาทตั้งอยู่ในเขตศาล
โจทก์ก็ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดระยอง ที่จำเลยมีภูมิลำเนา

การที่โจทก์นำคดีมายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดตราด
จึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 ทวิ และ

ศาลจังหวัดตราด ย่อมไม่มีเขตอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8336/2538)

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น โดยอ้างเหตุหนึ่ง
แต่ศาลเห็นว่า
กรณีเข้าเหตุอื่น ที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดได้
กรณีย่อมเข้าเกณฑ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 24

ที่เมื่อศาลเห็นสมควร see as appropriate
ศาลย่อมมีอำนาจที่จะมี คำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น preliminary decision ในเหตุอื่นนั้นได้

ปวพ. มาตรา ๒๔

เมื่อ คู่ความ ฝ่ายใด ยกปัญหาข้อกฎหมาย ขึ้นอ้าง ซึ่ง ถ้าหาก ได้วินิจฉัย ให้เป็นคุณ แก่ฝ่ายใดแล้ว จะไม่ต้องมี การพิจารณาคดี ต่อไปอีก หรือ ไม่ต้องพิจารณา ประเด็นสำคัญ แห่งคดีบางข้อ หรือ ถึงแม้จะ ดำเนินการพิจารณา ประเด็นข้อสำคัญ แห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ ได้ความชัด ขึ้นอีกแล้ว เมื่อ ศาลเห็นสมควร หรือเมื่อ คู่ความ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีคำขอ ให้ศาล มีอำนาจที่จะ มีคำสั่ง ให้มีผลว่า ก่อน ดำเนินการพิจารณา ต่อไป ศาลจะได้พิจารณา ปัญหาข้อกฎหมาย เช่นว่านี้ แล้ว วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น ในปัญหานั้น


ถ้า ศาลเห็นว่า คำวินิจฉัยชี้ขาด เช่นว่านี้ จะทำให้ คดีเสร็จไปได้ ทั้งเรื่อง หรือ เฉพาะแต่ ประเด็นแห่งคดี บางข้อ ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาด ปัญหาที่กล่าวแล้ว และ พิพากษา คดีเรื่องนั้น หรือ เฉพาะแต่ประเด็น ที่เกี่ยวข้อง ไปโดย คำพิพากษา หรือ คำสั่ง ฉบับเดียวกัน ก็ได้


คำสั่งใดๆ ของศาล ที่ได้ออก ตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์ และ ฎีกาได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๒๒๗, ๒๒๘ และ ๒๔๗

ดังนั้น
แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม
แต่เนื่องจาก ตามคำให้การของจำเลย ไม่มีประเด็นพิพาทเรื่องฟ้องเคลือบคลุมที่จะวินิจฉัย

เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลก็มีอำนาจหยิบยกประเด็น ตามคำให้การต่อสู้ของจำเลย ว่า
คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตราดขึ้นวินิจฉัย
เพื่อพิพากษายกฟ้องของโจทก์ได้
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1102/2506)

คำวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลจังหวัดตราด ที่ วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า
คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของ ศาลจังหวัดตราด
โดย มิได้วินิจฉัยในปัญหาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม
แล้วพิพากษายกฟ้องของโจทก์
ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
Read more ...