ข้อสังเกตเกี่ยวกับการให้เหตุผลทางกฎหมายและการตีความในคำพิพากษาของศาล โดย อ. ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

5/12/52

(ที่มา คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ ประชาทรรศน์รายวัน , 29 ก.ย. 2008)

รศ.ดร. ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทนำ :

ในช่วงระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้มีวาทกรรมตุลาการภิวัตน์ขึ้น โดยวาทกรรมนี้ถูกเสนอขึ้นในสังคมไทยโดยมุ่งหมายจะให้ประชาชนเข้าใจว่า ตุลาการภิวัตน์ หมายถึง กรณีองค์กรตุลาการเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงการขจัดปัญหาการทุจริตของนักการเมือง ซึ่งเป็นการบิดเบือนความหมายที่เเท้จริงของ Judicialization หรือ Judicial Activism ในภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งหมายถึง การควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือการกระทำของรัฐบาล

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในทางตรงกันข้าม ตุลาการภิวัตน์ในสังคมไทยถูกนำเสนอขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจตุลาการในการใช้และตีความ “กฎหมาย” เพื่อตัดตอนอำนาจทางการเมืองที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายอำมาตยาธิปไตย โดยเนื้อหาหรือข้อความที่ปรากฏในคำพิพากษา มีข้อความในเชิงว่ากล่าว ตำหนิ อบรมสั่งสอน ฯลฯ ไปด้วย ซึ่งผิดปกติวิสัยลักษณะของคำพิพากษาที่มุ่งจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นประเด็นข้อพิพาทเท่านั้น ข้อเขียนนี้อธิบายลักษณะและหน้าที่ของคำพิพากษารวมถึงวิธีการตีความกฎหมายของต่างประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวิจารณ์ตุลาการภิวัตน์ในสังคมไทยต่อไป

1.หน้าที่ของคำพิพากษา

ตามระบบกฎหมายของภาคพื้นยุโรป เช่น ประเทศฝรั่งเศส คำพิพากษาของศาลจะสั้น กระชับ ไม่ยืดยาว โดยคำพิพากษาจะประกอบด้วย “ข้อเท็จจริงของคดี” และ “หลักกฎหมาย” ที่ใช้ในการตัดสินคดีเท่านั้น คำพิพากษาจะละเว้นไม่กล่าวถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นข้อกฎหมาย ผู้พิพากษาชื่อว่า P.Mimin ได้ตำหนิผู้พิพากษาที่พยายามสอดแทรกข้อโต้แย้งทางนโยบาย (Policy argument) ความเห็นส่วนตัว (Personal views) หรือความไร้สาระ (nonsense) อื่นๆ ไว้ในคำพิพากษา1 ทำนองเดียวกับศาลของออสเตรเลียที่เห็นว่าข้อโต้แย้งด้านนโยบายไม่ควรปรากฏในคำพิพากษา2 พูดง่ายๆ ก็คือ ข้อโต้แย้งด้านนโยบายมิใช่เป็นเรื่องของศาล แต่เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ

ในทางตรงกันข้าม หากกลับมาพิจารณาคำพิพากษาของศาลไทยในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน ที่ผ่านมา จะพบว่าเนื้อหาของคำพิพากษาบางตอนมิได้เกี่ยวข้องกับการอธิบายหลักกฎหมาย หรือการตีความถ้อยคำทางกฎหมาย แต่มีความพยายามสอดแทรกทัศนคติ ความรู้สึกทางศีลธรรม ความควรความไม่ควร ฯลฯ การพยายามที่จะใส่ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาให้ปรากฏในคำพิพากษาไม่ว่าแรงจูงใจจะดีเพียงใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่มิใช่สาระสำคัญของคำพิพากษาแต่ประการใด คำพิพากษาที่ดีต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติ และหลักกฎหมายที่ถูกต้อง ชัดเจน และอธิบายได้ คำพิพากษาของศาลมิใช่เป็นช่องทางสำหรับการอบรมสั่งสอนจริยธรรมว่าอะไรควรอะไรไม่ควร หรือว่ากล่าวตำหนิติเตียนผู้หนึ่งผู้ใด หน้าที่ของผู้พิพากษาคือการตัดสินประเด็นข้อกฎหมาย (Legal issues) และการตัดสินของผู้พิพากษาต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย หาใช่อ้างอิงหลักศีลธรรมจรรยาไม่

ตัวอย่างของคำพิพากษาที่ปรากฏ “ถ้อยคำ” หรือ “ข้อความ” ซึ่งมิใช่สาระสำคัญของคดี แต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกทางศีลธรรมจรรยา หรือความเห็นส่วนตัว เช่น

1) คดียุบพรรคไทยรักไทย

ข้อความตอนหนึ่งปรากฏว่า “ผู้ถูกร้องที่ 1 มิได้ให้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้งของประชาชาชน...นอกจากนี้ยังแสดงถึงการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง…ผู้ถูกร้องที่ 1 มิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้คนในชาติมีความสุขทั่วหน้า ดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชน…”

2) คดีแถลงการณ์ร่วมกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก

ข้อความตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการทำแถลงการณ์ร่วม ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า “…เป็นเรื่องที่ผู้ทำหนังสือสัญญาจะต้องใคร่ครวญให้รอบคอบ ก่อนที่จะดำเนินการทำหนังสือสัญญาดังกล่าว…” “...การดำเนินการและพิจารณาวินิจฉัยในเรื่องนี้จึงต้องกระทำอย่างรอบคอบ” เเละ “…ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย อันเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนและอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศต่อไปภายหน้าได้” ...พึงเล็งเห็นได้ว่า หากลงนามคำแถลงการณ์ร่วมไป ก็อาจก่อให้เกิดการแตกแยกกันทางด้านความคิดของคนในสังคมทั้ง 2 ประเทศ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดวิกฤติแก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศกัมพูชา”

3) คดีหลบเลี่ยงภาษีหุ้น

ข้อความตอนหนึ่งศาลกล่าวว่า “…จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย…”

2.นิติวิธี : การตีความกฎหมาย

ก่อนอื่นต้องอธิบายความแตกต่างระหว่างคำว่า “การตีความ” (Interpretation) กับการแปลความ (Translation) ก่อนว่าไม่เหมือนกัน การตีความนั้นเป็นการหยั่งหาความหมายของถ้อยคำทางกฎหมาย หรือบทบัญญัติ ว่ามีเจตนารมณ์หรือมีความหมายแคบกว้างเพียงใด ในขณะที่การแปลความเป็นการแปลถ้อยคำอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการค้นหาหรือหยั่งทราบเจตนารมณ์ของถ้อยคำหรือบทบัญญัตินั้นๆ แต่อย่างใด

หลักการตีความถ้อยคำทางกฎหมาย (Legal terminology) นั้นต้องคำนึงถึงหลักความเป็น “เอกภาพของระบบกฎหมาย” ด้วย ในประเด็นนี้ อ.หยุด แสงอุทัย กล่าวว่า

“กฎหมายต่างๆ ไม่สามารถบัญญัติข้อความที่ใช้ในกฎหมายนั้นได้ทั้งหมดทั้งสิ้น จำเป็นต้องอาศัยข้อความที่กฎหมายอื่นบัญญัติไว้บ้าง เป็นต้นว่า ถ้าเราจะเปิดดูพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดแห่งกฎหมาย เราจะเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติว่าคำว่า “ภูมิลำเนา” มีความหมายว่าอย่างไร โดยอาศัยหลักที่ว่า กฎหมายฉบับหนึ่งย่อมจะต้องอาศัยข้อความที่กฎหมายฉบับอื่นๆ บัญญัติไว้บ้าง หรืออีกนัยหนึ่ง โดยอาศัยหลักที่ว่า กฎหมายต่างๆ อาจเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน เราจึงต้องถือว่าคำว่า “ภูมิลำเนา” มีความหมายเช่นเดียวกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ ทั้งนี้ ถือว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องนี้”3

นอกจากนี้ ผู้พิพากษายังต้องพิเคราะห์ถ้อยคำอีกด้วยว่า ถ้อยคำดังกล่าวเป็น “ถ้อยคำธรรมดา” หรือเป็น “ถ้อยคำตามกฎหมาย” ซึ่งถ้อยคำบางคำอาจมีความหมายได้ทั้งความหมายธรรมดาและความหมายทางกฎหมาย เช่น คำว่า “หนี้” หนี้ตามความเข้าใจของชาวบ้านทั่วไปหมายถึง หนี้เงิน แต่หนี้ในความหมายของวิชานิติศาสตร์หมายถึง การกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด หรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดและส่งมอบทรัพย์
 
กรณีศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการจัดรายการชิมไปบ่นไปของอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช นั้นเข้าข่ายเป็น “ลูกจ้าง” แล้ว โดยศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดพจนานุกรม5 เพื่อหาความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” ว่ามีความหมายว่าอย่างไร โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คำว่า "ลูกจ้าง" ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีความหมายกว้างกว่าคำนิยามของกฎหมาย หรือการแปลตามความหมายทั่วไป โดยศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดดูพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ในความหมายของ "ลูกจ้าง" ว่าหมายถึง ผู้รับจ้างทำการงาน ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร โดยมิได้คำนึงถึงว่าจะมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนเป็นทรัพย์สินอย่างอื่น หากได้มีการตกลงรับจ้างกันทำการงานการแล้วย่อมมีความของคำว่า "ลูกจ้าง" ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ทั้งสิ้น


ในคดีชิมไปบ่นไป ผมมีข้อสังเกตบางประการดังนี้

ประการแรก ประเด็นที่สำคัญของคดีนี้คือ การทำรายการของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นมีลักษณะเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ การจะวินิจฉัยว่า อดีตนายกฯ มีสถานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ มิใช่เพียงแค่เปิดพจนานุกกรมเพื่อหาความหมายของคำว่าลูกจ้าง แต่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิเคราะห์ลักษณะหรือองค์ประกอบของสัญญาจ้างแรงงานด้วย ลักษณะสำคัญของสัญญาจ้างแรงงานนั้นมีหลายประการ เช่น เป็นสัญญาเฉพาะตัว เป็นสัญญาต่างตอบแทน เป็นสัญญาไม่มีแบบ เป็นสัญญาที่นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือลูกจ้าง ผมไม่แน่ใจว่าศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะวินิจฉัยว่าอดีตนายกฯ เป็นลูกจ้างนั้น ได้มีการวิเคราะห์อธิบายแต่ละองค์ประกอบข้างต้นว่าลักษณะการทำงานของอดีตนายกฯ นั้นเข้าองค์ประกอบแต่ละข้ออย่างละเอียดหรือไม่ เนื่องจากขณะเขียนบทความนี้ คำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เผยแพร่ ข่าวที่ปรากฏดูเหมือนว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเพ่งเล็งไปที่เรื่องค่าตอบแทนเป็นหลัก แต่ค่าตอบแทนนั้นเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานเท่านั้น

ประการที่สอง แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการจ้างแรงงาน มาตรา 575 จะไม่มีบทนิยามศัพท์หรือคำอธิบายว่าลูกจ้างคืออะไรก็ตาม แต่กฎหมายแรงงานอย่างอื่นก็มีบทนิยามศัพท์ในเรื่องลูกจ้างว่าคืออะไร เช่น ใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายถึง “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร หรือใน พระราชบัญญัติเงินทดแทน” พ.ศ.2537 มาตรา 5 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายความว่า “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย” หรือ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายความว่า “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง”

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณาจากแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งมีอยู่มากมาย เกี่ยวกับสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงานว่ามีอะไรบ้าง กล่าวโดยสรุปแล้ว การค้นหาความหมายของคำว่าลูกจ้าง ศาลรัฐธรรมนูญควรเทียบเคียงจากกฎหมายแรงงานอื่นๆ มากกว่าดูจากพจนานุกรมอย่างเดียว การที่ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า กฎหมายแต่ละฉบับมีเจตนารมณ์เป็นของตนเองแตกต่างกันไปแต่ละฉบับนั้น แม้จะรับฟังได้ก็ตาม แต่การค้นหาความหมายของลูกจ้างที่ปรากฏในกฎหมายแรงงาน ประกอบกับแนวคำพิพากษาของศาลที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งตำรากฎหมายแรงงานซึ่งมีผู้แต่งหลายท่าน เพื่อค้นหาหลักหรือสาระสำคัญของลูกจ้างหรือสัญญาจ้างเเรงงานว่ามีลักษณะอย่างไร ย่อมดีกว่าเพียงแค่เปิดพจนานุกรมอย่างแน่นอน

ประการที่สาม ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญควรอธิบายหรือวิเคราะห์ก็คือ ความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ว่ามีความหมายแคบกว้างเพียงใด โดยศึกษาเปรียบเทียบจากกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งได้มีบทนิยามความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ไว้แล้ว เพื่อประกอบเป็นแนว

ประการที่สี่ ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์และกฎหมายแรงงานอื่นๆ มีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาจนำมาใช้ได้นั้น ข้อนี้มีน้ำหนักน้อย เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายแรงงานอื่นๆ ยังมีสถานะเป็นกฎหมาย แต่พจนานุกรมนั้นไม่มีสถานะเป็น “กฎหมาย” ด้วยซ้ำไป

นอกจากนี้ ประเด็นนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นเรื่อง “ลำดับชั้น” หรือ “ลำดับศักดิ์” ของกฎหมาย (Hierarchy of laws) ลำดับชั้นหรือลำดับศักดิ์ของกฎหมาย หมายถึง กรณีที่กฎหมายลำดับต่ำกว่าจะมีเนื้อหาหรือข้อความขัดกับกฎหมายในลำดับสูงกว่าไม่ได้ แต่กรณีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งว่าด้วยสัญญาจ้างแรงงานก็ดี กฎหมายแรงงานอื่นๆ ก็ดี หาได้มีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับมาตรา 267 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่

ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญยกเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายมาเป็นเหตุผลนั้น เป็นเรื่องผิดฝาผิดตัวมากกว่า อีกทั้ง อ.หยุด แสงอุทัย ยังได้ตั้งเป็นข้อสังเกตอีกว่า เป็นไปไม่ได้ที่กฎหมายฉบับหนึ่งจะบัญญัติทุกสิ่งทุกอย่าง6 ผมเห็นว่า ผู้ร่างกฎหมายไม่สามารถที่ให้คำนิยามหรือบทนิยามศัพท์ได้ทุกคำ ถ้อยคำกฎหมายใดที่กฎหมายนั้นๆ ไม่มีการให้คำนิยามศัพท์เป็นการเฉพาะเจาะจงแล้ว ผู้ใช้กฎหมายพึงเทียบเคียงกับกฎหมายทั่วไปอย่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายอาญา หรือค้นหาจากแนวคำพิพากษาของศาลในเรื่องนั้นๆ ประกอบการตัดสิน

จากคำอธิบายของ อ.หยุด แสงอุทัย ข้างต้น ผมเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความคำว่า “ลูกจ้าง” ให้สอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน โดยเทียบเคียงจากกฎหมายแรงงานอื่นๆ แนวคำพิพากษาของศาลและตำรากฎหมายแรงงาน เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายด้วย มิใช่พิจารณาเพียงแค่เรื่องลูกจ้างเท่านั้น การตีความโดยอาศัยพจนานุกรมนั้นไม่เพียงพอที่จะอธิบายความหมายของลูกจ้างได้ เพราะคำว่าลูกจ้างนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน แต่ศาลรัฐธรรมนูญต้องอธิบายองค์ประกอบอื่นของสัญญาจ้างแรงงานด้วย

บทส่งท้าย :

หน้าที่ของคำพิพากษาคือการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายที่เป็นประเด็นพิพาทกัน คำพิพากษาที่ดีจะต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติ ไม่คลุมเครือ และหลักกฎหมายที่ถูกต้อง ชัดเจน ปราศจากข้อความที่ไม่จำเป็นทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็นส่วนตัว ถ้อยคำในเชิงอบรมหรือตำหนิติเตียน (ไม่ว่าผู้พิพากษาท่านนั้นจะมีความตั้งใจดีเพียงใดก็ตาม) ภาษาที่ฟุ่มเฟือย เป็นต้น ตลอดจนการตีความกฎหมายที่ถูกต้องตามหลักวิชานิติศาสตร์ในระบบกฎหมายนั้นๆ ที่สำคัญที่สุด คำพิพากษาที่ตัดสินออกมาแล้วจะให้ประชาชนยอมรับ (หรือมีการวิพากษ์วิจารณ์น้อยที่สุด) มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการให้เหตุผลทางกฎหมาย (Legal reasoning) เป็นสำคัญ คำพิพากษาที่ดีจึงมิใช่เป็นเรื่องของการมุ่งไปที่ “ผล” อย่างเดียว แล้วหาคำอธิบายมาประกอบเท่านั้น โดยหวังว่า “ผล” ของคำพิพากษาจะแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ เพราะว่าประชาชนสามารถแยกแยะได้ว่า “ผล” (Result) กับ “เหตุผล” (Reason) นั้นไม่เหมือนกัน

...................................................................................

1 Eva Steiner, French Legal Method, (New York: Oxford University Press, 2002), p.150

2 Gwen Morris, Laying Down the Law, (Sydney: Butteworths1992) p.47

3 หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล, (กทม: สำนักพิมพ์หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2527) หน้า 53

4 ปรีดี เกษมทรัพย์, กฎหมายแพ่ง: หลักทั่วไป, (กทม.: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์, 2526), หน้า 66

5 ในต่างประเทศ ผู้พิพากษาก็เปิดดูพจนานุกรมเพื่อหาความหมายของศัพท์กฎหมายได้ แต่พจนานุกรมนี้มิใช่เป็นพจนานุกรมทั่วๆ ไป แต่เป็นพจนานุกรมทางกฎหมายโดยเฉพาะ เช่น Prof. Glanville Williams แนะนำให้ใช้พจนานุกรมชื่อว่า Broom’s Legal Maxim หรือ A Dictionary of Modern Legal Usage เป็นต้น โปรดดู Glanville Williams, Learning the Law, (London: Sweet & Maxwell), หน้า 88-89 ในขณะที่ประเทศฝรั่งเศสก็มีการใช้พจนานุกรมทางกฎหมายของ Guillien and Vincent, Lexique de Terms Juridique และ Cornu, Vocabulaire Juridique, โปรดดู Eva Steiner, อ้างแล้ว, หน้า 152

6 หยุด แสงอุทัย, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, (กทม: สำนักพิมพ์ประกายพรึก), หน้า 171
Read more ...

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ปฎิลูบการเมือง” หรือ ฉบับ “ประชาชัง”

5/12/52
วันศุกร์, พฤษภาคม 25, 2007


บทความประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช: ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ปฎิลูบการเมือง” หรือ ฉบับ “ประชาชัง”

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ที่มา ประชาไท 24 พฤษภาคม 2550

ก่อนอื่น ต้องขอบอกความรู้สึกส่วนตัวที่เห็นแถลงการณ์ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญของกลุ่มนักวิชาการก่อน ว่ามีอยู่สองความรู้สึก

อย่างแรก คือ ผิดหวังที่ออกมาช้ามากๆๆๆๆ ไม่ใช่ช้าไปหน่อย ที่ออกมาไม่รับร่าง ทั้งๆ ที่ นักวิชาการบางท่านอย่าง

อ.พิชิต (ลิขิตกิจสมบูรณ์)
อ.สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล)
อ.สุธาชัย (ยิ้มประเสริฐ) รวมถึงเพื่อนอาจารย์ด้วยกันอย่าง
อ.วรเจตน์ (ภาคีรัตน์)
อ.ฐาปนันนท์ (นิพิฏฐกุล)
อ.ธีระ (สุธีวรางกูร)
อ.ปิยบุตร (แสงกนกกุล) และ
ผมเอง

ออกมา “ลับ” ร่างรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง จนผมโดนข้อหาทางการเมือง คือ “เป็นพวกทักษิณ” ไปแล้ว

ข้อหานี้อุฉกรรจ์นักแล พวกสนับสนุนรัฐประหารมักใช้ข้อหานี้อย่างเหวี่ยงแหกับคนที่คัดค้านรัฐประหารและวิจารณ์การทำงานของ ส.ส.ร.และ คตส. อย่างที่เคยชอบอ้างว่าคนโน้นคนนี้ทำผิดข้อหา Lese-majesty

อย่างที่สอง รู้สึกดีใจที่นักวิชาการยังพอตั้งสติกันได้ อย่างน้อยผมก็ไม่อยากเห็นประชาคมของนักวิชาการหันไปเห็นด้วยกับรัฐประหารที่ผ่านมา เกาะกลุ่มกันหน่อยก็ดีครับ ที่ผ่านมายอมรับว่าเหงาไม่น้อย

วันนี้ขอเขียนงานเบาๆ น่ะครับ ภาษาไม่ออกวิชาการมากนัก วันนี้ขอรับบทบาท “นักกฎหมายมหาซน” บ้างลองร่างรัฐธรรมนูญแข่งกับ “นักกฎหมายมหาชน”

หมวด 1

บททั่วไป

มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายต่ำสุดของประเทศ แถลงการณ์ ประกาศ หรือบรรดาคำสั่งของคณะรัฐประหารสามารถขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้

หมวด 3

สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย

มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ย่อมสามารถกระทำได้ตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ

ความเสมอภาค

มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย ยกเว้นประชาชนที่อยู่ในภาคอีสานและภาคเหนือที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทย

มาตรา 31 หลักความเสมอภาคกันในกฎหมายนี้ไม่ใช้บังคับแก่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ กลุ่มราชนิกูล กลุ่มพันธมิตร บรรดาราษฎรอาวุโส และผู้มากด้วยจริยธรรม

สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล

มาตรา 34 การเนรเทศบุคคลผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้ ยกเว้นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

สิทธิในกระบวนการยุติธรรม

มาตรา 39ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานก่อนว่าผู้นั้นกระทำความผิด เว้นแต่ผู้นั้นจะพิสูจน์ต่อศาลว่า ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน

มาตรา 45 บุคคลไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นวิจารณ์ประธานองคมนตรี รัฐบาล คมช. ส.ส.ร. และคตส.

การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์จะกระทำมิได้ แต่การปิดเว็บไซต์ ทั้งในประเทศไทยและนอกราชอาณาจักร รวมถึงวิทยุชุมชนที่ไม่สนับสนุนคณะรัฐประหารนั้นสามารถกระทำได้

สิทธิในการล้มล้างรัฐธรรมนูญ

มาตรา 67 ในกรณีที่บ้านเมืองวุ่นวาย สับสน เผด็จการย่อมมีสิทธิที่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ทุกเมื่อ

มาตรา 68 ประชาชนไม่มีสิทธิต่อต้านรัฐประหารโดยสันติวิธี

อนึ่ง ในกรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤติ เหตุการณ์คับขัน ให้มีการประชุมร่วมกันระหว่าง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ฝ่ายพันธมิตร ผู้เฒ่าผู้แก่จำนวน 5 ท่าน และผู้มากด้วยจริยธรรมอีก 5 ท่าน รวมถึงนายวิชา มหาคุณ และนางสดศรี สัตยธรรม เป็นคณะบุคคลอาสาแก้ไขวิกฤติการณ์ของประเทศ มติของที่ประชุมถือเป็นที่สุดและผูกพันคนไทยทั้งประเทศให้ต้องถือปฎิบัติตาม

แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

มาตรา 76 รัฐพึงจัดปัจจัยสี่อย่างพอเพียง ครัวเรือนทุกครัวเรือนต้องมียาสามัญประจำบ้าน และให้ยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค

มาตรา 77 รัฐต้องจัดให้กองทัพมีอาวุธยุทโธปกรณ์และคลังแสงสรรพาวุธอย่างเพียบพร้อม ทันสมัย เพียงพอ ล้ำนำหน้า และต้องทำการค้นคว้าและพัฒนาเพื่อนำไปสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ให้ได้ภายใน 5 ปีเพื่อพิทักษ์รักษาความมั่นคงของ คมช.

มาตรา 78 รัฐบาลพึงให้ความสำคัญกับข้อคิดเห็น ข้อตักเตือน ข้อแนะนำ ข้อห่วงใยของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายสุเมธ ตันติเวชกุล กลุ่มราชนิกูล พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร ฝ่ายพันธมิตร ราษฎรอาวุโสและผู้มากด้วยจริธรรมทั้งหลาย

แนวนโยบายด้านการต่างประเทศ

มาตรา 81 รัฐบาลไทยต้องดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก โดยไม่ต้องตามกระแสประชาธิปไตย หลักนิติธรรม โลกาภิวัตน์ และสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

รัฐบาลไทยพึงผูกมิตรกับประเทศพม่า ปากีสถาน ฟิจิ รวมถึงรัฐบาลต่างประเทศที่มาจากการทำรัฐประหาร

หมวดวุฒิสภา

มาตรา 106 วุฒิสภามาจากการสรรหาจำนวน 160 คน โดยมาจากการใช้ดุลพินิจของนายจรัญ ภักดีธนากุล นายวิชา มหาคุณ นางสดศรี สัตยธรรม ผู้มากจริยธรรมอีก 5 ท่าน ราษฎรอาวุโส และฝ่ายพันธมิตร

หมวดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมืองและข้าราชการระดับสูง

มาตรา 270 ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงทั้งหลายต้องไม่มีคุณสมบัติดังต่อไป

(1) อยู่บ้านหลวงฟรี

(2) ครอบครองที่ดินผิดกฎหมาย

(3) จดทะเบียนสมรสซ้อน

(4) ไม่มีประวัติกรรโชกทรัพย์

(5) ไม่มีประวัติถลุงงบหลวง ทัวร์นอก ลอกวิทยานิพนธ์ และ

(6) ต้องไม่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม

อนึ่ง นอกจากไม่มีคุณสมบัติข้างต้นแล้ว ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ด้วย

(1) จบนักธรรมเอก หรือบวชเรียนมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 พรรษา

(2) ต้องถือศีล 8

(3) ต้องสมถะ ถ่อมตน มักน้อย เรียบง่าย และมีสัมมาคารวะต่อผู้หลักผู้ใหญ่

(4) เข้าใจหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะได้ไม่ยึดถือลาภสักการะและตำแหน่งทางเมือง

หมวดนิรโทษกรรม

มาตรา 299 รัฐประหารที่กระทำขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2549 และบรรดาการกระทำทั้งหลายหลังจากวันที่ 19 กันยาน 2549 รวมไปถึงรัฐประหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และไกล ทั้งชาตินี้ ชาติหน้าและทุกชาติไป ย่อมชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผู้ใดจะฟ้องร้องในทางใดๆ มิได้

หมวดประชามติ

มาตรา 300 ประชาชนมีหน้าที่แสดงประชามติและต้องกาช่องรับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดฐานทรยศต่อความไว้วางใจ คมช.และ ส.ส.ร. ต้องจำคุก 15 ปี หรือปรับ 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บทส่งท้าย

ฝากไว้ให้ท่าน ส.ส.ร. พิจารณาด้วยครับ ภาษาอาจไม่สละสลวยเพราะมิได้เป็น “เนติบริกรมืออาชีพ” ส่วนชื่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ผมให้ชื่อว่า ฉบับ “ปฎิลูบการเมือง” หรือ ฉบับ “ประชาชัง” ครับ อ้อ เกือบลืมไป ก่อนที่จะมีการแปรญัตติในคราวต่อไป ฝากคณะกรรมาธิการกรุณามี “เข็มทิศ” ไว้กับตัวทุกท่าน เผื่อว่า “ออกทะเล” จะได้กลับฝั่งถูก
Read more ...

หุ้นส่วน"บ.กรุงเทพฟิล์ม" ร้องผ่านสื่อระบุร้องค้าน"คำนูณ สิทธิสมาน"เป็นส.ว.สรรหา แต่ไม่ได้ผล

5/12/52

22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

หุ้นส่วน"บ.กรุงเทพฟิล์ม" ร้องผ่านสื่อระบุร้องค้าน"คำนูณ สิทธิสมาน"เป็นส.ว.สรรหา แต่ไม่ได้ผล ระบุชนะคดีทำเพลทหนังสือให้ ศาลสั่งจ่าย 504,933บาทพร้อมดอกเบี้ย แต่เบี้ยว


กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

น.ส.รุ่งกานต์ อนาศาสตร์ หุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพฟิล์ม โพรเซส เดินทางมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชนกรณีร้องคัดค้านนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.แบบสรรหา ภาควิชาการ กรณีมีพฤติกรรมไม่สุจริต

น.ส.รุ่งกานต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ร้องคัดค้านกระบวนการสรรหา นายคำนูณ ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา เนื่องจากนายคำนูณ มีชื่อเป็นกรรมการในบริษัทภัคธรรศ จำกัด และบริษัทนี้ได้ว่าจ้างบริษัทของตน ทำแม่พิมพ์แบบหนังสือ(เพลท) ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2544 ทั้งนี้ เมื่อทำแม่พิมพ์เสร็จ และจัดส่งให้บริษัทภัคธรรศเสร็จแล้ว ปรากฎว่า นายคำนูณ ไม่ยอมจ่ายเงินค่าว่าจ้าง เป็นเงินจำนวน 515,204 บาท

น.ส.รุ่งกานต์ กล่าวอีกว่า ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเมื่อ 16 ส.ค.2544 จากนั้นวันที่ 3 กรกฎาคม 2545 ศาลได้พิพากษาตัดสินให้บริษัทภัคธรรศ ของนายคำนูณ ชำระเงินจำนวน 504,933 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 แต่หลังจากนั้นบริษัท และนายคำนูณ ก็ไม่เคยจ่ายค่าเสียหาย จนถึงขณะนี้

"ดิฉันมาร้องคัดค้านแล้ว แต่ทำไมคณะกรรมการสรรหา จึงไม่นำคำร้องคัดค้านดังกล่าวมาประกอบการพิจารณา เพราะการที่จะสรรหา ส.ว. ต้องได้บุคคลที่มีความสุจริต เที่ยงธรรม ไม่มีมลทิน หรือเรื่องร้องเรียน และบุคคลที่เป็นส.ว.ต้องเข้าไปทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย แต่ขณะนี้จะเห็นว่านายคำนูณมีคุณสมบัติไม่ครบ เพราะมีพฤติกรรมที่ไม่สุจริต หลังจากนี้จะเข้าไปกลั่นกรองกฎหมายได้อย่างไร จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่นายคำนูรจะเข้าไปเป็น ส.ว. ดังนั้นจึงเดินทางมาร้องคัดค้านต่อ กกต.เพื่อดำเนินการตรวจสอบและเพิกถอนสิทธิ์นายคำนูณฎ น.ส.รุ่งกานต์ กล่าว

ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.kanmuang.org/forum/data/2/0016-1.html
Read more ...

สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา : ผู้แทนของกลุ่มอภิสิทธิชน

5/12/52
รธน.มาตรา ๑๒๒ บัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.).ที่มาจากการสรรหาว่า เป็นผู้แทนของ ปวงชนชาวไทย ???

สว.กลุ่มนี้ มีจำนวนถึง ๗๔ คนจากทั้งหมด ๑๕๐ คน (หักจากจำนวน สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนรวม ๗๖ คน)

มีที่มาจากการเสนอชื่อขององค์กรต่างๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพและภาคอื่นๆ และได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาจำนวน ๗ คน ประกอบด้วย

๑. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
๒. ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
๓. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
๔. ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
๕. ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
๖. ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกามอบหมายจำนวนหนึ่งคน และ
๗. ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวนหนึ่งคน

ทั้งนี้

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ.๒๕๕๐(รธน.) มาตรา ๑๑๑ ๑๑๓ และ ๑๑๔

คณะกรรมการสรรหาสว.ชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย

๑. นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกาในฐานะ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

๒. นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.

๓. พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

๔. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.

๕. นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

๖. นายอำพล สิงหโกวินท์ ตุลาการหัวหน้าคณะใน ศาลปกครองสูงสุด และ

๗. คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสตง.ทำหน้าที่แทนประธาน คตง.

การบัญญัติให้มีสว.เกือบครึ่งหนึ่งของวุฒิสภามาจาการสรรหา คือสัญญลักษณ์ที่พิสูจน์แสดงว่า

พวกอภิสิทธิชนได้ปล้นชิงอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทยโดยการให้คนเพียง ๗ คน

มีอำนาจเลือกสว.จำนวนเกือบเท่ากับประชาชนทั่วทั้งประเทศ

ทำไมกรรมการสรรหา ๗ คนนี้ จึงมีสิทธิมีเสียงมากกว่าสามัญชนคนไทยอื่นๆ ๖๐ กว่าล้านคน ?

นี่เป็นการขัดกับหลักการเสมอภาคของบุคคลตามระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

เมื่อพิจารณาจากที่มาและองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา จะพบว่าส่วนใหญ่ประกอบด้วย ข้าราชการตุุลาการชั้นผู้ใหญ่เป็นส่วนใหญ่ถึง ๔ ใน ๗ คน ที่เหลืออีก ๓ คนก็ล้วนเป็น ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งได้ตัดทอนบทบาทของอภิสิทธิชนกลุ่มคณบดี และ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยต่างๆออกไปจนหมดสิ้น

การที่สถาบันตุลาการได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะ การเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสรรหา สว.เช่นนี้ บรรดาตุลาการทั้งหลาย ควรต้องตระหนักว่า อำนาจยิ่งใหญ่ที่พวกท่านได้มา ย่อมต้องตามมาด้วยความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ต่อปวงชน ชาวไทยด้วยเช่นเดียวกัน

นั่นหมายถึง ทั้งตัวสถาบันและตัวบุคคล ต้องพร้อมที่จะต้องถูกตรวจสอบ วิพากษ์วิจารย์และ รับผิดชอบต่อผลการสรรหาสว.ครั้งนี้ด้วย

ดูตัวบุคคลของกรรมการสรรหาสว.แล้ว ทำให้เห็นย้อนไปได้ว่า รัฐประหารครั้งที่ผ่านมาและ การร่าง รธน.๕๐ เป็นผลพวงมาจาก การร่วมมือของพวกนายทหารคมช. ตุลาการ และบรรดา พวกอภิสิทธิชนของสังคมไทย ตามหลัก

"ชนชั้นใด ร่างกฎหมาย ก็แน่ไซร้ เพื่อ ชนชั้นนั้น"

ทั้งกลุ่มอภิสิทธิชนดังกล่าว ได้สืบทอดอำนาจของตนต่อไป โดยผ่านร่างทรงคือ สว.จาก การสรรหานั่นเอง

พวกนี้บิดเบือนแอบอ้างพระราชดำรัสเรื่องคนดี ที่ว่า

บ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ต้องสนับสนุน ให้คนดีมีอำนาจและต้องสะกัดกั้นคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ มาใช้เป็นเครื่องมือ ในการทำลายศัตรูทางการเมืองของกลุ่มตนและส่งร่างทรงของพวกเขา เข้าสู่ตำแหน่งสำคัญๆต่างๆ ของบ้านเมือง

นี่คือ การดึงฟ้าให้ต่ำ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติและราชบัลลังค์

ร่วมกันจับตาดูหน้าตาคนดีของพวกอภิสิทธิชน ที่กำลังจะส่งขึ้นเวทีการเมืองไทย ในเร็ววันนี้
Read more ...

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช : การสรรหาวุฒิสมาชิก : วิธีคิดแบบอมาตยธิปไตย

5/12/52

รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แม้ว่าผลการสรรหา ส.ว.จะออกมาเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ก็มีประเด็นที่สมควรจะตั้งเป็นข้อสังเกตบางประการเพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

เป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ได้เปลี่ยนแปลงที่มาของ ส.ว.จากรัฐธรรมนูญ 2540

ที่กำหนดให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนมาเป็นระบบผสมคือส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน และอีกส่วนหนึ่งมาจาการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา

การกำหนดให้ ส.ว.มาจากการสรรหานั้น

เข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการคิดว่า การเลือกตั้ง ส.ว.ที่แล้วมา โดยเฉพาะต่างจังหวัดทางภาคอีสาน-เหนือนั้นมีการซื้อเสียง

ซึ่งการซื้อเสียงโดยตัวมันเองกำลังบ่งบอกเป็นนัยว่า ผู้เลือกนั้น “ยากจน” ทำให้ง่ายต่อการถูกซื้อเสียงและ “ไม่มีการศึกษา” ซึ่งมีผลต่อการใช้วิจารณญาณในการเลือกผู้สมัคร ส.ว. ดังนั้น จึงควรมี “ผู้มีความน่าเชื่อถือมากด้วยคุณธรรม” มาเป็นผู้ใช้วิจารณญาณแทนประชาชน ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 จึงตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว.ขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ระบบการสรรหา ส.ว.นั้น โดยตัวมันเองได้มีปัญหาหลายประการ ดังนี้

1. องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ส.ว.

มาตรา 114 ของรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหา 7 ท่านซึ่งมาจาก

( มาตรา ๑๑๔
ให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาดำเนินการสรรหาบุคคลที่มี ความเหมาะสมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่างๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เท่าจำนวน ที่จะพึงมีตามที่กำหนดในมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่ง


ในการสรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ ที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของวุฒิสภาเป็นสำคัญ และให้คำนึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มี ความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ที่แตกต่างกัน โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคล ในแต่ละภาคตามวรรคหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งการให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา)

- องค์กรตุลาการทั้ง 3 สถาบันและมาจาก
- ประธานองค์กรอิสระ

ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนักกฎหมาย คำถามมีว่า ทำไมคณะกรรมการสรรหาต้องประกอบด้วยนักกฎหมายมากมาย (อย่างน้อยมี 3 คนจาก 7 คน) หากมองย้อนหลังกลับไปช่วงปลายรัฐบาลทักษิณเป็นต้นมา สังคมไทยได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ตุลาการภิวัฒน์” มีการผลิตซ้ำย้ำไปย้ำมามาโดยตลอดถึงบทบาทความสำคัญของตุลาการในการเข้ามาคลี่คลายปัญหาของประเทศ

จนมีการบิดเบือนเรื่องตุลาการภิวัฒน์ว่าเป็นแนวคิดที่แพร่หลายในต่างประเทศ

แท้จริงแล้ว ความคิดเรื่องตุลาการภิวัฒน์เป็นเรื่องที่ องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาทในการรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือ ควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยผ่านการให้เหตุผลทางกฎหมายตอนวินิจฉัยคดี

แต่มิใช่เป็นเรื่องที่ให้ ตุลาการ หรือ ผู้พิพากษาเข้ามานั่งเป็นกรรมการสรรหา ส.ว. จึงเป็นไปได้ที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญคิด (เอาเอง) ว่า ควรให้ตุลาการและนักกฎหมายเข้าเป็นกรรมการสรรหาเพราะบุคคลเหล่านี้ผ่านกระบวนการคัดเลือกมาระดับหนึ่งแล้ว น่าจะเป็นเครื่องประกันถึงความซื่อสัตย์สุจริตได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่างลืมคิดไปว่า การคิดให้มีการใช้วิจารณญาณแทนประชาชนโดยกลุ่มบุคคลเพียง 7 คนนั้นเหมาะสมแล้วหรือ ทำไมจึงคิดว่าดุลพินิจของคนเพียง 7 คนจึงดีกว่าดุลพินิจของประชาชนหลายแสนคน อีกทั้ง

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550  มาตรา 130 วรรค 2 กำหนดว่า

( มาตรา ๑๓๐



ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียง ลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใด มิได้

เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอด ทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น

ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำใดที่อาจเป็นเหตุให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้นได้รับความเสียหาย ให้ประธานแห่งสภานั้นจัดให้มีการโฆษณาคำชี้แจง ตามที่บุคคลนั้นร้องขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้ โดยไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลในการฟ้องคดีต่อศาล

เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์และผู้โฆษณารายงาน การประชุมตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี และคุ้มครอง ไปถึงบุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาต จากประธานแห่งสภานั้นด้วยโดยอนุโลม )

มติในการสรรหาต้องมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่

ก็หมายความว่า ผู้ที่จะได้รับการสรรหาเป็น ส.ว. (ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 122 กำหนดว่า

( มาตรา ๑๒๒



สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชน ชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่ง ผลประโยชน์ )


“สมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย”) ก็สามารถเป็นผู้แทนประชาชนได้ แม้จะได้รับคะแนนเสียงเพียง 4 เสียงก็ตาม และ

เมื่อได้รับการคัดเลือกแล้ว ส.ว.ประเภทนี้ก็มีอำนาจหน้าที่ดุจเดียวกับ ส.ว.ที่มาจาการคัดเลือกโดยประชาชน

คำถามมีว่า

- ส.ว.แบบสรรหานั้น เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างไร และ

- ส.ว. ที่มาจาการสรรหานั้นกลับมีอำนาจถอดถอนบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่น นายกรัฐมนตรี ส.ส.และ ส.ว.

ซึ่งกรณีของการถอดถอน ส.ว.ด้วยกันเองนั้นคงเป็นเรื่องพิกลที่ ส.ว.แบบสรรหาสามารถถอดถอน ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้

2. เกณฑ์ในการสรรหา

ปัญหาต่อไปก็คือ เกณฑ์ในการพิจารณาสรรหา ในรัฐธรรมนูญมาตรา 114 วรรคสอง บัญญัติว่า

( มาตรา ๑๑๔



ให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาดำเนินการสรรหาบุคคลที่มี ความเหมาะสมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่างๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เท่าจำนวน ที่จะพึงมีตามที่กำหนดในมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่ง

ในการสรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ ที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของวุฒิสภาเป็นสำคัญ และให้คำนึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มี ความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ที่แตกต่างกัน โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคล ในแต่ละภาคตามวรรคหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งการให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา )

ในการสรรหา ให้คำนึงถึง ความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ ความเท่าเทียมทางเพศ ปัญหาคือเกณฑ์การสรรหานั้นคลุมเครือ เปิดช่องให้คณะกรรมการสรรหา ส.ว.ใช้ดุลพินิจมากไป

ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า การค้นหาความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์นั้นพิจารณาจากอะไร

ยิ่งไปกว่านั้น ในกฎหมายการเลือกตั้งและการสรรหา ส.ว. มาตรา 130 วรรคแรก
( มาตรา ๑๓๐



ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียง ลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใด มิได้

เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอด ทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น

ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำใดที่อาจเป็นเหตุให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้นได้รับความเสียหาย ให้ประธานแห่งสภานั้นจัดให้มีการโฆษณาคำชี้แจง ตามที่บุคคลนั้นร้องขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้ โดยไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลในการฟ้องคดีต่อศาล

เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์และผู้โฆษณารายงาน การประชุมตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี และคุ้มครอง ไปถึงบุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาต จากประธานแห่งสภานั้นด้วยโดยอนุโลม )


บัญญัติให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุด นั่นหมายความว่า ประชาชนจะร้องคัดค้านการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาไม่ได้ หากเปรียบเทียบกับการพิจารณาคดีของศาลแล้ว กฎหมายยังเปิดช่องให้มีการอุทธรณ์ ฎีกาได้ แต่การพิจารณาสรรหา ส.ว.ซึ่งมีอำนาจมากมายกลับเขียนว่าผลการสรรหานั้นให้เป็นที่ยุติ

3. การร้องคัดค้าน

มีข้อสังเกตว่า แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้มีการร้องคัดค้านได้ก็ตาม แต่การร้องคัดค้านนี้ก็มีปัญหาในตัวมันเองอีกเหมือนกัน ดังนี้

1) การจำกัดผู้ร้องคัดค้าน

เนื่องจากระบบสรรหา ส.ว.เป็นระบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยทั่วไป ดังนั้น กฎหมายการเลือกตั้งและสรรหา ส.ว. จึงจำกัดผู้ร้องคัดค้านว่ามีได้เฉพาะบุคคลสองประเภทคือ ตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อและสมาชิกขององค์กรที่เสนอชื่อเท่านั้นที่จะยื่นคำร้องคัดค้านได้

2) เหตุที่จะร้องคัดค้าน

เหตุที่จะร้องคัดค้านนั้น กฎหมายจำกัดเฉพาะขั้นตอนการสรรหาที่ “ไม่ถูกต้อง” หรือ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งก็มีความหมายไม่ชัดเจนว่าหมายความว่าอย่างไร กรณีเช่นว่านี้ ศาลฎีกาก็จะทำการไต่สวนและวินิจฉัย และหากเห็นว่า การสรรหานั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ก็ให้มีการสรรหาใหม่ ปัญหาก็คือ การร้องคัดค้านที่ว่านี้ จำกัดเฉพาะขั้นตอนการสรรหาที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่จะร้องคัดค้านการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาว่าใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสมมิได้

เพราะว่า กฎหมายเขียนว่า การใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหานั้นเป็นที่สุด ดังนั้น หากมีร้องคัดค้านเกี่ยวกับความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอชื่อบางท่านในเวลานี้ที่มีการร้องคัดค้านว่า ยังค้างชำระหนี้เงินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น ก็ยังมีปัญหาให้ตีความว่าทำได้หรือไม่เพียงใด


ปัญหาก็คือประชาชนไม่อาจร้องคัดค้านการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาที่เลือก ส.ว.ทั้งๆ ที่ ว่าที่ ส.ว.ท่านหนึ่งมีปัญหาด้านจริยธรรมแล้ว เพราะไม่ยอมจ่ายเงินตามคำพิพากษา อีกทั้งยังเป็น สนช. ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารด้วย

แม้ว่าเลขาธิการ กกต.ออกมาชี้แจงว่า ขอให้เคารพดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาและโทษทางแพ่งนั้นไม่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติของการเป็น ส.ว.นั้น เป็นคำชี้แจงที่ไม่มีเหตุผลรองรับ ในระยะเวลาร่วมสองปีที่สังคมไทยเชิดชูประเด็นคุณธรรมจริยธรรมมาโดยตลอด แต่คราวนี้ทำไมคณะกรรมการสรรหาจึงไม่ตรวจสอบความประพฤติให้ดีเสียก่อน ส่วนข้อเรียกร้องให้ประชาชนเคารพการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหานั้น

ก็คงต้องถามกลับว่า แล้วทำไมผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่เคารพอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น พอคราวประชาชนเลือก ส.ว.ไม่ดี หรือมีปัญหา ก็มีแรงวิจารณ์ด่าว่าดุลพินิจของประชาชนอย่างมากมายว่าเลือกคนไม่ดีเข้าสภา

แต่พอคราวนี้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกคนมีปัญหาเข้ามา กลับบอกว่าให้ประชาชนเคารพดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหา วิธีคิดหรือการให้เหตุผลแบบนี้ นอกจากจะไม่เคารพอำนาจอธิปไตยของประชาชนแล้ว ยังพยายามเรียกร้องมิให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาอีกด้วย

3) ปัญหาการทับซ้อนของตำแหน่ง

ตามกฎหมายการเลือกตั้งและการสรรหา ส.ว.มาตรา 133 วรรคสอง บัญญัติ

( มาตรา ๑๔๗ คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงโดยพลันเมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้


(๑) ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่ง คัดค้านว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(๒) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก่อนได้รับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ใด ได้กระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้ง หรือได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไป ทั้งนี้ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

(๓) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการออกเสียงประชามติมิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งคัดค้านว่าการออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งใดเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องพิจารณาวินิจฉัยสั่งการโดยพลัน )

ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการสืบสวน หากปรากฏว่า ในการสรรหานั้น ผู้ใดได้กระทำการใดๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับการสรรหาหรือฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว

ซึ่งหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา 7 ท่านนั้น ก็มี

“ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง”

รวมอยู่ด้วย ก็กลายเป็นว่า “ผู้ใช้ดุลพินิจคัดเลือก ส.ว.” เป็นผู้มี “อำนาจสืบสวนสอบสวน” เองด้วย นอกจากนั้น เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งสอบสวนแล้ว และเห็นว่าการสรรหาไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายกำหนดให้ กกต.ยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย

ซึ่งหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา ส.ว. นั้น ก็มาจาก

“ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย”

 แม้จะมีข้ออ้างว่า ผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ทำหน้าที่สรรหากับผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ทำหน้าที่วินิจฉัยนั้นเป็นคนละคนกัน

แต่ในแง่ของหลักการแล้ว ก็ไม่ควรให้บุคลากรที่มาจากองค์กรเดียวกันทำหน้าที่สองตำแหน่งที่มาเกี่ยวข้องกัน

บทส่งท้าย

การออกแบบให้ ส.ว.มาจากการใช้ดุลพินิจของกลุ่มบุคคลที่ประกอบด้วยตุลาการและนักกฎหมาย

แทนที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนนั้น เป็นแนวคิดเดิมๆ แบบจารีตนิยมหรือแบบอมาตยาธิปไตยที่คิดว่าบุคคลเหล่านี้มีคุณธรรมและวิจารณญาณดีกว่าประชาชน (ต่างจังหวัด)

วิธีคิดแบบนี้จะไม่เป็นผลดีต่อการเมืองไทยในระยะยาว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะรวมศูนย์ไว้ที่

“ผู้มากด้วยคุณธรรม”

แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่มีใครสามารถอวดอ้างได้ว่าเป็นผู้มีคุณธรรมมากกว่าคนอื่นๆ ถ้าหากคิดว่าประชาชนต่างจังหวัดไม่มีวิจารณญาณเพียงพอแล้ว ก็น่าจะเสนอให้มี

“สภาจริยธรรมแห่งชาติ”

แล้วให้สภานี้ทำหน้าที่คัดเลือกทั้ง ส.ส.และ ส.ว.แทนประชาชนไปเลย

ผู้เขียนมั่นใจว่า ส.ว.แบบสรรหาชุดนี้นอกจากจะเป็น “ชุดแรก” ของประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้วยังเป็น “ชุดสุดท้าย” อีกเช่นกัน

โดย : ประชาไท วันที่ : 28/2/2551

------------------------------------
เลือก วิรัช ลิ้มชัยกิจ เป็นประธานกรรมการสรรหา ส.ว.


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ในวันนี้ (26 ธ.ค.2549) ได้มีการประชุม

คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

เพื่อเลือกประธานกรรมการสรรหาฯ โดยมีกรรมการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย


1.นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ


2.นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.


3.พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน


4.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.)

5.นายมนตรี เอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ

6.นายอำพล สิงหโกวินท์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด
ขาดเพียง

7. ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ที่ประชุม คัดเลือกให้ นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ส.ว. .-สำนักข่าวไทย

เมื่อ 2007-12-26 16:14:13
Read more ...

civil disobedience อารยะขัดขืน

4/12/52
การดื้อแพ่ง


จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การดื้อแพ่ง หรือ การขัดขืนอย่างสงบ (อังกฤษ: civil disobedience) ภาษาปากว่า "อารยะขัดขืน" เป็นรูปแบบการต่อต้านทางการเมืองอย่างสงบเพื่อกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางการเมืองที่เป็นอยู่[1] ในอดีต มีการใช้แนวทางดื้อแพ่งในการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอังกฤษในประเทศอินเดีย ในการต่อสู้กับการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ ในการเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเมืองของอเมริกา และในยุโรป รวมถึงประเทศแถบสแกนดิเนเวียในการต่อต้านการยึดครองของนาซี แนวคิดนี้ริเริ่มโดยเฮนรี เดวิด ธอโร นักเขียนชาวอเมริกันในบทความชื่อดื้อแพ่ง ในชื่อเดิมว่า การต่อต้านรัฐบาลพลเมือง ซึ่งแนวคิดที่ผลักดันบทความนี้ก็คือการพึ่งตนเอง และการที่บุคคลจะมีจุดยืนที่ถูกต้องเมื่อพวกเขา "ลงจากหลังของคนอื่น" นั่นคือ การต่อสู้กับรัฐบาลนั้นประชาชนไม่จำเป็นต้องต่อสู้ทางกายภาพ แต่ประชาชนจะต้องไม่ให้การสนับสนุนรัฐบาลหรือให้รัฐบาลสนับสนุนตน (ถ้าไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล) บทความนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้ที่ยึดแนวทางดื้อแพ่งนี้ ในบทความนี้ทอโรอธิบายเหตุผลที่เขาไม่ยอมจ่ายภาษีเพื่อเป็นการประท้วงระบบทาสและสงครามเม็กซิกัน-อเมริกัน

เพื่อที่จะแสดงออกถึงดื้อแพ่ง ผู้ขัดขืนอาจเลือกที่จะฝ่าฝืนกฎหมายใดเป็นการเฉพาะ เช่น กีดขวางทางสัญจรอย่างสงบ หรือเข้ายึดครองสถานที่อย่างผิดกฎหมาย ผู้ประท้วงกระทำการจราจลอย่างสันติเหล่านี้ โดยคาดหวังว่าพวกตนจะถูกจับกุม หรือกระทั่งถูกทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่. ผู้ประท้วงมักจะได้รับการนัดแนะล่วงหน้า ว่าควรจะตอบสนองการจับกุมหรือทำร้ายร่างกายอย่างไร และจะขัดขืนอย่างเงียบ ๆ หรือไม่รุนแรง โดยไม่คุกคามเจ้าหน้าที่


เนื้อหา

1 สัตยาเคราะห์ในอินเดีย

2 ดื้อแพ่งในสหรัฐอเมริกา

3 ดื้อแพ่งในสังคมไทย

3.1 คำว่า "อารยะขัดขืน"

4 อ้างอิง

5 ดูเพิ่ม

6 แหล่งข้อมูลอื่น

1. สัตยาเคราะห์ในอินเดีย

มหาตมะ คานธี ผู้นำการเคลื่อนไหวดื้อแพ่ง เพื่อต่อต้านอังกฤษในประเทศอินเดีย เรียกแนวทางของตนว่า "สัตยาเคราะห์" (Satyagraha) หมายถึง การต่อสู้บนรากฐานของความจริงหรือสัจจะ

ในสมัยนั้นในประเทศอินเดียมีกฎหมายบังคับให้การผลิตและขายเกลือกระทำได้โดยรัฐบาลอังกฤษเท่านั้น การผูกขาดเกลือเป็นรายได้ที่สำคัญ ถึงแม้ว่าคนอินเดียที่อาศัยอยู่ชายฝั่งทะเลจะสามารถผลิตเกลือเพื่อบริโภคเองได้ ก็จำเป็นต้องซื้อจากอังกฤษ หากผู้ใดฝ่าฝืนก็มีโทษถึงจำคุกทีเดียว

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1930 มหาตมะ คานธี พร้อมกับผู้ร่วมเดินทางจำนวน 78 คน เริ่มเดินเท้าจากเมือง Sabarmati ไปยังเมือง Dansi เมืองชายฝั่งทะเลที่อยู่ห่างออกไป 240 ไมล์ เมื่อขบวนเดินผ่านเมืองใดก็จะมีชาวเมืองนับพันเข้ามาร่วมเดิน จนขบวนยาวหลายไมล์ มหาตมะ คานธี เดินเท้าใช้เวลา 23 วันก็ถึงที่หมาย เมื่อถึงแล้วก็เริ่มการกระทำ "ดื้อแพ่ง" โดยขุดดินที่เต็มไปด้วยเกลือ ต้มในน้ำทะเลเพื่อผลิตเกลือ บรรดาผู้ร่วมเดินทางก็ทำตาม ช่วยกันผลิตเกลือท้าทายกฎหมาย








การกระทำของคานธีกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก ในขณะที่ชาวอินเดียพากันเลียนแบบ ผลิตและขายเกลือกันอย่างไม่กลัวกฎหมาย ในที่สุดมหาตมะคานธีก็ถูกจับพร้อมกับประชาชนนับหมื่นคน มหาตมะ คานธี ให้การต่อศาลว่า

".. การที่ข้าพเจ้ามิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่นั้น มิใช่เพราะข้าพเจ้าไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง แต่เป็นเพราะข้าพเจ้าต้องการปฏิบัติตามคำสั่งที่สูงยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือคำสั่งแห่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของข้าพเจ้าเอง..."

เหตุการณ์ดื้อแพ่งของมหาตมะ คานธี ครั้งนั้นมีชื่อเรียกว่า "The Salt March" เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์อินเดีย หลังจากคานธีได้รับการปล่อยตัวออกมา ก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้คนอินเดียร่วมกันต่อสู้จนได้รับอิสรภาพใน ค.ศ. 1947 ในที่สุด

2. ดื้อแพ่งในสหรัฐอเมริกา

ช่วงระหว่าง ค.ศ. 1955-1968 ในสหรัฐอเมริกามีการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมกันของคนผิวดำ ที่เรียกว่า ขบวนการสิทธิพลเมือง (Civil Rights Movement) ซึ่งก่อนหน้านี้คนผิวดำและผิวขาวต้องแยกใช้ห้องน้ำ ร้านอาหาร โรงเรียน โรงพยาบาล ย่านที่อยู่อาศัย รถประจำทาง โดยเฉพาะในรัฐทางใต้จะใช้งานร่วมกันไม่ได้


ในปี ค.ศ. 1955 โรซา พาร์กส์ (Rosa Parks) ปฏิเสธที่จะลุกให้ที่นั่งแก่คนผิวขาวบนรถประจำทางตามที่คนขับรถสั่ง ทั้งที่กฎหมายท้องถิ่นระบุว่าเมื่อโดยสารรถร่วมกัน เธอจะต้องสละที่ให้คนผิวขาวนั่ง เธอถูกจับขึ้นศาลและถูกตัดสินจำคุก จากนั้นกลุ่มคนผิวดำจึงพากันประท้วง จนกระทั่งรัฐบาลท้องถิ่นต้องยกเลิกกฎหมายนี้ กรณีประท้วงนี้มีชื่อเรียกว่า การคว่ำบาตรรถประจำทางมอนต์โกเมอรี (Montgomery Bus Boycott)



มีร้านอาหารหลาย ๆ แห่งในรัฐทางใต้ ปฏิเสธที่จะให้บริการแก่คนผิวดำ จึงมีการดื้อแพ่งโดยใช้วิธี "ซิทอิน" (sit in) คือเข้าไปนั่งเฉย ๆ โดยนักศึกษาผิวดำพากันแต่งตัวเรียบร้อย ใส่สูทผูกไทเข้าไปนั่งในร้านอาหารที่ปฏิเสธคนผิวดำ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าไปนั่งในทุกที่นั่ง จนไม่มีที่ว่างเหลือ จนกระทั่งร้านนั้นไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

มีการกระทำเลียนแบบไปทั่วทุกรัฐทางใต้ โดยมีคนผิวขาวส่วนหนึ่งที่เห็นใจคนผิวดำร่วมขบวนการด้วย มีการใช้วิธีซิทอินกับสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ทั้งสวนสาธารณะ ห้องสมุด โรงภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่จับนักศึกษาเหล่านี้ก็ไม่ยอมประกันตัว ต้องการติดคุกเพื่อให้เป็นข่าว และให้เป็นภาระกับเจ้าหน้าที่








การต่อสู้เหล่านี้เพื่อกดดันรัฐบาลกลาง จนนำมาสู่

การออก

- กฎหมายสิทธิเลือกตั้ง (Voting Rights Act) ค.ศ. 1965 และ

- กฎหมายสิทธิพลเมือง (Civil Rights Act) ค.ศ. 1968


ที่ให้สิทธิเท่าเทียมกันระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำ

3. ดื้อแพ่งในสังคมไทย

แนวคิดดื้อแพ่งในทางการเมือง หรือที่นิยมใช้คำว่า "อารยะขัดขืน" นั้น เริ่มแพร่หลายในภาษาไทย ในบริบทของการประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ. 2549 อย่างไรก็ตาม คำว่า "อารยะขัดขืน" นั้นถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยชัยวัฒน์ สถาอานันท์[3] เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ โดยชัยวัฒน์อธิบายว่า

อารยะขัดขืนเป็นเรื่องของการขัดขืนอำนาจรัฐ ที่ทั้งเป้าหมายและตัววิธีการอันเป็นหัวใจของ Civil Disobedience ส่งผลในการทำให้สังคมการเมืองโดยรวมมี 'อารยะ' มากขึ้น... การจำกัดอำนาจรัฐนั้นเอง เป็นหนทาง 'อารยะ' ยิ่งการจำกัดอำนาจรัฐโดยพลเมืองด้วยวิธีการอย่างอารยะคือ เป็นไปโดยเปิดเผย ไม่ใช้ความรุนแรง และยอมรับผลตามกฎหมายที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้ใช้สันติวิธีแนวนี้ เพื่อให้สังคมการเมือง 'เป็นธรรม' ขึ้น เคารพสิทธิเสรีภาพของคนมากขึ้น และเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น[4]

และโดยได้อธิบายคุณลักษณะ 7 ประการของ "อารยะขัดขืน" ในฐานะของปฏิบัติการทางการเมือง คือ

1. เป็นการละเมิดกฎหมาย หรือตั้งใจจะละเมิดกฎหมาย

2. ใช้สันติวิธี (ไม่ใช้ความรุนแรง)

3. เป็นการกระทำสาธารณะโดยแจ้งให้ฝ่ายรัฐรับรู้ล่วงหน้า

4. ประกอบด้วยความเต็มใจที่จะรับผลทางกฎหมายของการละเมิดกฎหมายดังกล่าว

5. ปกติกระทำไปเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาล

6. มุ่งเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรมของผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมือง

7. มุ่งเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรม ซึ่งโดยหลักแล้วเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายและสถาบันทางสังคม

ก่อนหน้านี้ ช่วงปี พ.ศ. 2543 สมชาย ปรีชาศิลปกุล ใช้คำว่า "สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย" เพื่ออธิบายแนวคิดเดียวกันนี้ ในหนังสือชื่อเดียวกัน[5][6] โดยเสนอว่า

civil disobedience ถือเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุว่า เวทีประชาธิปไตยไม่น่าจะคับแคบเพียงการเลือกตั้งที่เป็นทางการ เพราะการใช้สิทธิเช่นนี้ถือได้ว่า เป็นการใช้ประชาธิปไตยทางตรง และดังนั้น จึงมีสถานะเหนือกว่าประชาธิปไตยของนักเลือกตั้งในระบบตัวแทน

ส่วน ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร เสนอ[7] ว่า

สิทธิที่จะไม่เชื่อฟังรัฐเป็นช่องทางการเคลื่อนไหวเรียกร้องของผู้คนธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย นอกเหนือช่องทางปกติ เป็นตัวสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งกระทำไม่ได้ในระบบที่ดำรงอยู่ ถือเป็นคุณูปการที่เด่นชัดของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม/ประชาสังคมรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน


ในวันที่ 2 เม.ย. พ.ศ. 2549 ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฉีกบัตรเลือกตั้งของตนทิ้งให้สื่อมวลชนดูหลังจากที่ใช้สิทธิลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดแล้ว โดยเขายอมรับว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและพร้อมสู้คดีในทางกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตามไชยันต์ยืนยันสิทธิของตนตามมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญว่าบุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวไปสอบสวน (อ้าง [1] และ [2])

หลังจากนั้น รัฐเอกราช ราษฎร์ภักดีรัช ได้ร่วมฉีกบัตรเลือกตั้งเช่นเดียวกัน โดยรัฐเอกราชได้กล่าวว่า ตนเห็นว่าการวางตำแหน่งของคูหาเลือกตั้งนั้นไม่ถูกต้อง จึงได้แต่งชุดดำประท้วงและฉีกบัตรเลือกตั้ง รัฐเอกราชกล่าวว่าตนมีอุดมการณ์เดียวกับไชยันต์ด้วย (อ้าง [3]) หลังจากเหตุการณ์นั้นศูนย์นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ยืนยันว่าจะช่วยเหลือไชยันต์ในทางกฎหมาย (อ้าง [4])

นอกจากนั้น ในวันเดียวกัน ยศศักดิ์ โกศยากานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ยังได้ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มนิ้วชี้ตนเองและใช้เลือดในการกากบาทในช่องลงคะแนนของบัตรเลือกตั้ง โดยเขายืนยันว่าได้ศึกษาข้อกฎหมายแล้วไม่ได้เป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด แม้ว่ายศศักดิ์จะกล่าวว่าเขาประท้วงตามแนวทางอารยะขัดขืน ถ้าพิจารณาในแง่ที่ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายของยศศักดิ์จึงไม่น่าจัดว่าเป็นอารยะขัดขืนหรือดื้อแพ่ง แต่เป็นการประท้วงแบบสันติวิธี

 คำว่า "อารยะขัดขืน"

ชัยวัฒน์ได้อธิบายไว้ว่า ได้เลี่ยงที่จะใช้คำว่า "สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย" อย่างที่สมชายใช้ เนื่องจากคำว่า "ดื้อแพ่ง" ในภาษาไทยนั้นมีความหมายในนัยไม่สู้ดี และเสนอคำว่า "อารยะขัดขืน" ซึ่งเป็นคำที่มีอคติทางลบแฝงอยู่น้อยกว่า ขณะเดียวกัน ยังเป็นคำกิริยาที่คงคุณลักษณะความเป็นคำในเชิงปฏิบัติเอาไว้[8]

"สุดสงวน" คอลัมนิสต์ประจำนิตยสารสกุลไทย ให้ความเห็นว่า การนำ "อารยะ" ซึ่งเป็นคำสันสกฤต มาสมาสหรือสนธิกับ "ขัดขืน" ซึ่งเป็นคำไทยนั้น ไม่เข้าหลักเกณฑ์ทางภาษา แต่ขณะเดียวกันก็นึกไม่ออกว่าจะหาคำใดมาใช้แทนคำที่ชัยวัฒน์ใช้ได้[9]

แก้วสรร อติโพธิ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้คำว่า อารยะ ว่าแท้จริงแล้วคำว่า civil น่าจะหมายถึงคำว่าพลเมือง และเสนอว่าน่าจะแปลเป็นไทยว่า "การแข็งข้อไม่ยอมเป็นพลเมือง"

4. การทำลายกำแพงเบอร์ลิน ในเยอรมัน

5. การต่อสู้ของ เนลสัน แมนเดอล่า ในแอฟริกาใต้
Read more ...

คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

2/12/52


อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 

คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นกรรมการตามกฎหมายที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการดำเนินงาน ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ตั้งแต่มาตรา 13 ถึงมาตรา 21 ดังนี้

หมวดที่ 1 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

มาตรา 13 

คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) เสนอนโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
(2) กำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 32
(3) พิจารณาให้ความเห็นชอบในแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่รัฐมนตรีเสนอตามมาตรา 35
(4) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัดตามมาตรา 37
(5) เสนอแนะมาตรการด้านการเงิน การคลังการภาษีอากรและการส่งเสริมการลงทุน
เพื่อปฏิบัติตามนโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อคณะรัฐมนตรี
(6) เสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมต่อคณะรัฐมนตรี
(7) พิจารณาให้ความเห็นชอบในแผนปฏิบัติการเพื่อป้องกันหรือแก้ไขอันตรายอันเกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ
หรือภาวะมลพิษที่คณะกรรมการควบคุมมลพิษเสนอตามมาตรา 53 (1)
(8) พิจารณาให้ความเห็นชอบในการกำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดที่รัฐมนตรีเสนอตามมาตรา 55
(9) กำกับดูแลและเร่งรัดให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ออกกฎกระทรวง ข้อบังคับ ข้อบัญญัติท้องถิ่น ประกาศ ระเบียบ
และคำสั่งที่จำเป็น เพื่อให้กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีความเป็นระบบโดยสมบูรณ์
(10) เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการในกรณีที่ปรากฏว่า ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม อันอาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง
(11) กำหนดมาตรการเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
(12) กำกับการจัดการและบริหารเงินกองทุน
(13) เสนอรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
(14) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

มาตรา 14

ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี แต่อาจได้รับการแต่งตั้งใหม่ได้ เป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่เกินอีกหนึ่งวาระ ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่งให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว
มาตรา 15 

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 14 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) เป็นบุคคลล้มละลาย
(4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(5) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(6) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือมีส่วนได้เสียในกิจการ
หรือธุรกิจใดๆ ที่อาจมีผลกระทบโดยตรงหรือก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในกรณีที่
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระคณะรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
แทนได้และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ตนแทน


มาตรา 16 

ในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการคนที่หนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานคนที่หนึ่งไม่มาประชุมหรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการคนที่สองเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและ รองประธานกรรมการทั้งสองไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน ในที่ประชุม


มาตรา 17 

การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด  จึงจะเป็นองค์ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
Read more ...

อาำนาจของผู้ำพิพากษา, ตุลาการภิวัฒน์, การใช้อำนาจอย่างยับยั้งชั่งใจของผู้พิพากษา

2/12/52

อ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม นิติ จุฬา
judicial restraint


judicial activism


judicial review


อ.ธีรยุทธ พูดถึงตุลาการภิวัฒน์ โดยไม่พูดถึงการยับยั้งชั่งใจของผู้พิพากษา

การเรียนกฎหมายของไทย ยังไม่พร้อมที่จะให้ มีตุลาการภิวัฒน์ เพราะ หลักกฎหมายของเรายังไ่ม่นิ่ง




วาทกรรม (ที่คลาดเคลื่อน) ว่าด้วยตุลาการภิวัตน์ในสังคมไทย

โดย มติชน วัน อังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 02:01 น.

โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


บทนำ

หลังจากที่การเมืองไทยเกิดการเผชิญหน้าและมีความตึงเครียดทางการเมืองเกิดขึ้นติดต่อกันนานร่วม 2 ปี โดยขณะนั้น สังคมไทยรับรู้ว่า เกิดอัมพาตขึ้นกับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารยกเว้นฝ่ายตุลาการ พร้อมๆ กับที่นักวิชาการอย่าง ธีรยุทธ บุญมี เสนอความคิดเรื่อง ตุลาการภิวัตน์ เรียกร้องให้ฝ่ายตุลาการเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง โดยเสนอว่าความคิดเรื่อง

Judicial activism and Judicial restraint

ท่ามกลางกระแสของตุลาการภิวัตน์ที่เชี่ยวกรากในเวลานี้ 

ยังผลให้มีผู้พิพากษาเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรเฉพาะกิจหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็น
- ส.ส.ร.
- คตส.
- กกต.ฯลฯ

ซึ่งบางองค์กรก็เกิดขึ้นโดยผลของการทำรัฐประหาร

ยิ่งไปกว่านั้น ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ยังเพิ่มบทบาทและอำนาจของตุลาการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ผู้เขียนเข้าใจเองว่าหรือนี่เป็นผลมาจากวาทกรรมเรื่อง ตุลาการภิวัตน์ ที่มีการปลุกกระแสมานาน

ผู้เขียนเห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ตื่นกระแส จึงไม่อยากให้กระแสเรื่อง ตุลาการภิวัตน์ โด่งดังเหมือนกระแส จตุคามรามเทพ จึงขอแสดงความเห็นทวนกระแสดังนี้

ความหมาย Judicial activism

ก่อนอื่นต้องอธิบายคำว่า Judicial activism ว่ามีที่มาจากอย่างไร

คำว่า Judicial activism นั้นเป็นคำที่นักกฎหมายอเมริกันเป็นผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็น




ศาสตราจารย์ Richard Posner หรือ
Harwood และ
Lewis ส่วน
Tatc และ
Vallinder

ได้ให้คำนิยามคำว่า judicial activism

หมายถึง the transfer of decision-making rights from the lcgislature, the cabinet,or the civil service to the courts

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ความคิดเรื่อง Judicial acitvism นั้นมาจากระบบกฎหมายอเมริกันซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ระบบคอมอนลอว์ อันเป็นระบบที่ให้บทบาทความสำคัญของผู้พิพากษาในการสร้างและพัฒนากฎหมายที่อยู่ในรูปของคำพิพากษา ที่เรียกว่า Judgc made law ดังนั้นบทบาทของผู้พิพากษาจึงมีความโดดเด่น

รวมทั้งระบบคอมอนลอว์ยังเอื้อต่อการพัฒนากฎหมายโดยผู้พิพากษาด้วย เนื่องจากการพัฒนากฎหมายโดยผ่านทางตัวผู้พิพากษานั้นทำได้ง่ายกว่าการตรากฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติเพราะว่ามีความยืดหยุ่นกว่า ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมต่างๆ

ในขณะที่ระบบซีวิลลอว์หรือภาคพื้นยุโรปนั้น ผู้พิพากษามิได้มีความโดดเด่น ผู้พิพากษามีสถานะเพียงเป็นข้าราชการ หรือ public servant คำพิพากษาไม่มีสถานะเป็นกฎหมายเป็นเพียงตัวอย่างของการใช้การตีความกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น บทบาทของผู้พิพากษาจึงไม่โดดเด่นอย่างของระบบคอมอนลอว์

สำหรับประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ใช้ระบบซีวิลลอว์ ที่มาสำคัญของกฎหมายคือ

ประมวลกฎหมาย และ บรรดากฎหมายลายลักษณ์อักษร  หาใช่คำพิพากษาของศาลไม่

โดยสรุปแล้วคำว่า Judicial activism หรือ Judicialization นั้นหมายถึงกรณีที่ศาลพิจารณาคดีโดยที่ศาลมิได้ตีความตัวบทตามลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัด แต่ศาลได้คำนึงถึงคุณค่า (Values) อื่นๆ ด้วย เช่น ความเป็นธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐ ฯลฯ

แต่ทั้งนี้ Judicial activism นั้นเป็นภารกิจที่ศาลกระทำโดยผ่านทางการวินิจฉัยคดี โดยปรากฏอยู่ในเหตุผลในคำพิพากษาเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

หากมองในแง่นี้แล้ว ตุลาการภิวัตน์ในความหมายนี้ก็มิใช่เป็นเรื่องใหม่ เพราะประเทศไทยมีศาลที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว คือศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี ความหมายของตุลาการภิวัตน์ ไม่ได้ไปไกลถึงขนาดให้ตุลาการนั่งเป็นองค์คณะเพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ของประเทศ (ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 2) หรือมีอำนาจริเริ่มเสนอร่างกฎหมาย (Initiate) ได้เอง (แม้จะเป็นร่างกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม ดูมาตรา 134) รวมทั้งนั่งเป็นองค์ คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (โปรดดูมาตรา 107)

การที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เพิ่มบทบาทศาลในเรื่องที่กล่าวมานี้เท่ากับให้ศาลก้าวล่วงเข้าไปใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารด้วย

ข้อถกเถียงถึงความหมายของ Judicial activism

แม้ประเทศสหรัฐอเมริกาจะยอมรับแนวคิดเรื่อง Judicial activism and judicial restraint แต่นักนิติศาสตร์ก็ยังไม่เห็นพ้องกันว่าถ้อยคำทั้งสองมีความหมายว่าอย่างไร

นักนิติศาสตร์หลายท่านเห็นว่ามีถ้อยคำที่คลุมเครือ และยังถกเถียงกันได้อยู่

กระแสตุลาการภิวัตน์หยั่งรากลึกลงทุกประเทศจริงหรือ

นักกฎหมายไทยบางท่าน ให้ความเห็นยืนยันตลอดมาว่า ตุลาการภิวัตน์ หรือความคิดที่ให้อำนาจตุลาการแผ่กว้างขึ้นในการตัดสินคดี วางนโยบายสังคม (Judicial Policy Making) นั้นเป็นกระแสสากล

ในประเด็นนี้ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่าความคิดเรื่อง Judicial Policy Making นั้นเป็นที่ยอมรับในระบบกฎหมายอเมริกัน แต่ตุลาการของบางประเทศแม้จะเป็นระบบคอมมอนลอว์ด้วยกันอย่างประเทศแคนาดา ก็ยังไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดเรื่อง Judicial Policy Making อย่างของประเทศสหรัฐอเมริกาแต่ประการใด

นอกจากนี้แล้ว วาทกรรมของตุลาการภิวัตน์ ที่ผ่านมาเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและให้ข้อมูลด้านเดียวราวกับร่างนักกฎหมาย ผู้พิพากษาทั่วโลกเห็นดีเห็นงามกับเรื่องนี้

แม้เรื่อง Judicial Policy Making หรือ Judicial activism จะใช้กันในประเทศอเมริกาแต่ก็มิได้หมายความว่านักกฎหมายหรือนักนิติศาสตร์อเมริกันจะไม่มีใครคัดค้านหรือเห็นอันตรายของ Judicial activism เสียเลย

แม้แต่นักกฎหมายอเมริกันที่มีชื่อเสียงมากอย่าง



ศาสตราจารย์ Ronald Dworkin

ก็ยังวิจารณ์แนวคิดนี้

การทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจร่างรัฐธรรมนูญ 2550

เป็นที่ยอมรับในสังคมประชาธิปไตยว่า การใช้อำนาจรัฐควรแบ่งเป็นสามองค์กรเพื่อป้องการผูกขาดหรือการใช้อำนาจที่มิชอบ เป็นอำนาจในการตรากฎหมาย ซึ่งรัฐสภาเป็นผู้ใช้ อำนาจในการบริหารประเทศ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ใช้ และอำนาจในการพิจารณาคดี ซึ่งฝ่ายตุลาการเป็นผู้ใช้ อำนาจทั้งสามประเภทนี้อาจมีการถ่วงดุลซึ่งกันและกันได้ที่เรียกว่า Check and Balance

อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว อำนาจของตุลาการจะมีลักษณะเป็นฝ่ายรับ คือ ตัดสินข้อพิพาทที่มาสู่ศาลเท่านั้น

เป็นที่ยอมรับกันว่า แม้กระทั่ง การให้ความเห็น หรือ คำปรึกษา ฝ่ายตุลาการยังไม่มีอำนาจด้วยซ้ำไป

งานของศาลจึงมีลักษณะต้องรอให้เกิดข้อพิพากษาที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม (Concrete) ก่อน

แต่ปรากฏว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 พยายาม ขยายบทบาทของผู้พิพากษา จนกระทบต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ ดังต่อไปนี้

1. การให้ฝ่ายตุลาการแทรกแซงอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ : เสนอร่างพระราชบัญญัติได้

โดยหลักหลักการแบ่งแยกอำนาจ ยังได้ห้ามมิให้ฝ่ายตุลาการเข้าไปแทรกแซงอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย นั่นหมายความว่า องค์กรตุลาการไม่มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายได้หรือตรากฎหมายได้ ไม่ว่ากฎหมายฉบับนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของตนหรือไม่

โดยหลักทั่วไปแล้ว กฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความของศาลนั้นอยู่ในรูปของพระราชบัญญัติ ซึ่งตราโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนวิธีพิจารณาความที่เรียกว่า Rules of Procedurc หรือ Rules of Court นั้นศาลออกได้เองแต่ต้องอยู่ในกรอบของพระราชบัญญัติ

หลักนี้เป็นหลักสากล แม้แต่ศาลโลกเองก็มีกฎหมายแม่บทที่วางหลักทั่วไปเกี่ยวกับศาลโลกที่เรียกว่า ธรรมนูญก่อตั้งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยในมาตรา 30 ของธรรมนูญนี้ให้อำนาจศาลโลกออกกฎระเบียบเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาความได้เอง

แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายแม่บท

คือ

ธรรมนูญก่อตั้งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

แต่ของประเทศไทยไปไกลถึงขนาดให้ศาลเสนอร่างพระราชบัญญัติได้เอง ซึ่งประชาชนทั่วไปก็อยากทราบว่า ส.ส.ร.เอาต้นแบบมาจากไหนหรือมีทฤษฎีอะไรรองรับในประเด็นนี้

2. การให้ฝ่ายตุลาการแทรกแซงอำนาจของฝ่ายบริหาร : องค์คณะบุคคลพิเศษ

ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 2 บัญญัติให้มีคณะบุคคลพิเศษซึ่งประกอบด้วย

-นายกรัฐมนตรี
-ประธานสภาผู้แทนราษฎร
-ประธานวุฒิสภา
-ผู้นำฝ่ายค้าน
-ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
-ประธานศาลฎีกาและ
-ประธานศาลปกครองสูงสุด
และ
-ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ประชุมพิจารณาหาทางป้องกันหรือแก้ไขวิกฤตการณ์ของบ้านเมือง

การที่มาตรานี้กำหนดให้ประมุขของทั้ง 3 ศาลนั่งเป็นองค์คณะร่วมด้วยนั้นเป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ เท่ากับเป็นการให้ฝ่ายตุลาการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งมีประเด็นที่ต้องขบคิดตามมามากมายว่า เช่นหรือมติของคณะบุคคลนี้มีผลผูกผันตามกฎหมายหรือไม่

หากไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแต่เป็นเพียง คำแนะนำ Recommendation เท่านั้น เช่น

- แนะนำให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือ ยุบสภา หรือ ฯลฯ คำแนะนำเช่นนี้เท่ากับเป็นการแทรกแซงอำนาจของฝ่ายบริหารหรือไม่ เนื่องจากการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

อีกทั้งยังมี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นั่งเป็นองค์คณะอยู่ด้วย อย่างนี้จะเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เพราะผู้นำฝ่ายค้านย่อมประสงค์จะให้ฝ่ายบริหาร (ซึ่งเป็นพรรคการเมืองตรงกันข้าม) ลาออกหรือยุบสภา เพื่อตนเองจะได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว การให้

ฝ่ายตุลาการซึ่งประกอบด้วย

-ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
-ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และ
-ผู้พิพากษาศาลฎีกา

นั่งเป็นหนึ่งใน

องค์ณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิก จำนวน 7 ท่าน ตามมาตรา 107 ด้วยนั้น

(ซึ่งอำนาจของวุฒิสมาชิกตามร่าง 2550 นี้มิได้ลดลงจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 แต่ประการใด)

หาก คณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิก ใช้ดุลพินิจไม่รอบคอบ ผิดพลาด สรรหาวุฒิสมาชิกที่ไม่ดี หรือไม่มีคุณภาพเพียงพอแล้ว หรืออาจมีข่าวการวิ่งเต้นกับกรรมการสรรหาที่มาจากฝ่ายตุลาการแล้ว ฯลฯ ประชาชนก็จะวิพากษ์วิจารณ์การใช้ดุลพินิจการสรรหาของฝ่ายตุลาการได้

คำถามมีว่าฝ่ายตุลาการพร้อมที่จะรับกับคำวิจารณ์ของประชาชนได้หรือไม่ หรือแม้ฝ่ายตุลาการจะยินดีรับคำวิจารณ์ก็ดี ก็อาจมีผลกระทบต่อภาพพจน์และความเชื่อมั่นของประชาชนได้อยู่ดี

บทส่งท้าย

กระแสความคลั่งไคล้ จตุคามรามเทพ ในสังคมไทยน่าวิตกฉันใด กระแสความคลั่งไคล้ ตุลาการภิวัตน์ ยิ่งน่าวิตกฉันนั้น เพราะจะเป็นการดึงองค์กรตุลาการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง อีกทั้งยังเป็นการแทรกแซงอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติด้วย

การสร้างกระแสว่าองค์กรตุลาการว่าเป็นองค์กรที่พึ่งหรือเป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชนในยามชาติบ้านเมืองวิกฤตนั้นน่าเป็นห่วงเพราะเท่ากับให้บทบาทอำนาจแก่ศาลเกินจริง ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ทำกัน (เช่น ให้ศาลเสนอร่างกฎหมายได้เอง เป็นองค์คณะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาของชาติ รวมทั้งเป็นกรรมการสรรหาตำแหน่งต่างๆ)

หากฝ่ายตุลาการใช้ดุลพินิจผิดพลาด (เช่น การสรรหา ส.ว.หรือผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระแล้ว) หรือมีข่าวการทุจริตประพฤติมิชอบแล้ว เมื่อนั้นความน่าเชื่อถือของศาลก็จะถูกทำลายลง

หากนักปราชญ์อย่าง

- จอห์น ล็อค

และ

- มองเตสกิเออ

ผู้เสนอหลัก การแบ่งแยกอำนาจ จนถูกรับรองในรัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาอ่านร่างธรรมนูญฉบับนี้แล้ว คงประหลาดใจว่า ทำไมผู้ร่างรัฐธรรมนูญละเลยทฤษฎีหลักการแบ่งแยกอำนาจอันเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับจากในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับนึกคิดร่างรัฐธรรมนูญดึงฝ่ายตุลาการเข้ามาแทรกแซงอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

หากศาลไทยต้องการรับบท ตุลาการภิวัตน์ อย่างแท้จริง ประชาชนคงอยากเห็นตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคใช้มโนธรรมสำนึกและความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะวินิจฉัยว่าคำสั่งของ คปค. ที่ตัดสินสิทธิทางการเมือง 5 ปีไม่ชอบด้วยหลักนิติรัฐ หรือ ศาลยุติธรรมทบทวนคำสั่งของ คตส.ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

และหากศาลวินิจฉัยดั่งนี้แล้ว เมื่อนั้นตุลาการภิวัตน์ในสังคมจึงจะได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

หน้า 6




( จอห์น ล็อกจอห์น ล็อก (John Locke)
(29 สิงหาคม พ.ศ. 2175-28 ตุลาคม พ.ศ. 2247)

เป็นนักปรัชญา ชาวอังกฤษ ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 ความสนใจหลักของเขาคือสังคมและทฤษฎีของความรู้

แนวคิดของล็อกที่เกี่ยวกับ
"ผู้ปกครองที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้ปกครอง" และ
สิทธิธรรมชาติของมนุษย์ ที่เขาอธิบายว่าประกอบไปด้วย ชีวิต, เสรีภาพ, และทรัพย์สิน นั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อพัฒนาการทางปรัชญาการเมือง

แนวคิดของเขาเป็นพื้นฐานของกฎหมายและรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งผู้บุกเบิกได้ใช้มันเป็นเหตุผลของการปฏิวัติ

แนวคิดด้านญาณวิทยาของล็อกนั้นมีอิทธิพลสำคัญไปจนถึงช่วงของยุคแสงสว่าง.

เขามีทัศนะเกี่ยวกับทฤษฎีความรู้ว่า

ความรู้จะต้องเกิดหลังประสบการณ์ และความรู้จะเกิดขึ้นโดยอาศัยการสัมผัส เมื่อมนุษย์ได้สัมผัสก็จะมีความรู้สึก และความรู้สึกจะทำให้มนุษย์นั้นคิด และความคิดนี้คือแหล่งกำเนิดแห่งความรู้

หากปราศจากการสัมผัสมนุษย์ก็จะไม่คิด เพราะจิตโดยธรรมชาติจะมีสภาพอยู่เฉย.

เขาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับนักประสบการณ์นิยมชาวบริติช ซึ่งประกอบไปด้วย
เดวิด ฮูม

และ

จอร์จ บาร์กลีย์.

ล็อกมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับโทมัส ฮอบบส์ )
Read more ...