แถลงการณ์ของ ๕ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน

5/12/52
แถลงการณ์ของ ๕ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน หลังจากคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ( คตร. ) ภายใต้การนำของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มีมติเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร และหลังจากนายกรัฐมนตรี ได้อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

เรา กลุ่ม ๕ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแสดงจุดยืนทางการเมืองต่อสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

๑. ขอประณามแกนนำพันธมิตรที่ยึดสนามบิน โดยนำความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศมาเป็นตัวประกันเพื่อกดดันในทางการเมือง

๒. ขอประณาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาและบรรดาผู้สนับสนุนทั้งหลาย ต่อความพยายามก่อรัฐประหารเงียบ

๓. ขอสนับสนุนรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ต่อการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อยุติการชุมนุมของพันธมิตรที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบบระเบียบแห่งกฎหมายของบ้านเมือง

อนึ่ง หลังการยุติการชุมนุมที่สนามบินทั้งสองแห่ง หากมีการรัฐประหารหรือมีปฏิกริยาที่ส่อไปในทางรัฐประหาร เราจะยืนหยัดต่อสู้กับการกระทำดังกล่าวและพลังปฏิกริยาต่อระบอบประชาธิปไตยทั้งหลาย โดยสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ อย่างถึงที่สุด

รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ ธีระ สุธีวรางกูร
อาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑






Read more ...

ขอประณาม (ล่วงหน้า) การทำรัฐประหาร (1)

5/12/52

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช


บทนำ

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้มีความขัดแย้งมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญหน้าและการปะทะกันระหว่างฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายต่อต้านพันธมิตรในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม จนมีกระแสกล่าวถึงเรื่องการทำรัฐประหารตามสื่อต่างๆอย่างกว้างขวาง ผมเห็นว่า การทำรัฐประหารนอกจากจะมิใช่เป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาแล้วกลับจะทำให้สถานการณ์การเมือง ปัญหาเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศไทยเลวร้ายหนักลงไปอีก

1. เงื่อนไขของการทำรัฐประหารมีจริงหรือ

เป็นที่ทราบกันดีว่า การเมืองไทยเวียนว่ายกับการยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง เเละทุกครั้งที่มี “ปัญหา” ทางการเมือง (ซึ่งคนไทยก็ไม่เคยเข้าใจหรือเเกล้งทำเป็นไม่เข้าใจว่า โดยธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องมีความเห็นเเตกต่างเป็นของปกติธรรมดา) ก็มักจะมีการพูดถึงรัฐประหาร โดยเฉพาะในขณะนี้มักมีการพูดกันมากว่า “รัฐบาลอย่าสร้างเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร” หรือที่ทหารบางท่านกล่าว่า “อะไรจะเกิดก็เกิด” คำพูดนี้สะท้อนอะไร ในความเห็นของผม ไม่มี “เงื่อนไขของรัฐประหาร” อยู่จริง นอกเสียจากการสร้างสถานการณ์หรือประโคมข่าวอะไรบ้างอย่างเพื่อใช้เป็น “ข้ออ้าง” (Pretext) ในการยึดอำนาจเท่านั้นเอง

อะไรคือเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร หากย้อนดูอดีต การยึดอำนาจมักจะอ้างปัญหาคอร์รัปชั่นเเต่เกือบทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจสำเร็จ คณะรัฐประหารนั่นเองที่มีข่าวพัวพันการทุจริตเเจกผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องไม่เว้นเเม้เเต่การทำรัฐประหาร 19 กันยายนที่ผ่านมา

ต่อมาก็อ้างความล้มเหลวในการบริหารประเทศ ซึ่งรัฐบาลสุรยุทธ์ที่มาจากการเเต่งตั้งของคณะรัฐประหารก็เป็นหลักฐานที่สุดของความล้มเหลวของรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร ผมไม่ทราบว่าคราวนี้จะอ้างอะไรมาเป็นเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร อาจเป็นได้ว่านำเรื่องความไม่จงรักภักดีมาเป็นข้ออ้าง เเต่การทำรัฐประหารก็มิได้ทำให้ประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักมากพอเนื่องจากมีมาตรา 112 เเห่งประมวลกฎหมายอาญาเเละกระบวนการยุติธรรมที่คอยทำหน้าที่พิสูจน์ความผิดอยู่เเล้ว

อีกข้ออ้างหนึ่งที่จะนำมาใช้คือการปะทะของมวลชน ซึ่งข้ออ้างนี้คณะรัฐประหารชุดล่าสุดก็ใช้เป็นเหตุในการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยาที่ผ่านมา ประกอบกับเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมามีการปะทะกันระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายต่อต้านพันธมิตรยังผลให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บนั้น ถามว่าข้ออ้างนี้มีน้ำหนักมากพอหรือไม่ที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร คำตอบก็คือ “ไม่” ไม่ในความหมายของผมมิได้หมายความว่า “ไม่มากพอ” เเต่หมายถึง “ไม่เด็ดขาด” หากมีการยอมรับข้ออ้างนี้ เราคงเห็นการทำรัฐประหารทั่วภูมิภาคของโลกไปเเล้ว เพราะว่าเกือบทุกประเทศมีความขัดเเย้งหรือชุมนุมเป็นเรื่องปกติ ยกตัวอย่างง่ายๆ เรามักได้ยินข่าวบ่อยๆว่าเเฟนบอลประเทศโน้นประเทศนี้ปะทะกันตีกันจนถึงเเก่ความตายก็มี หรือหลายประเทศในยุโรปก็มีการเผาประท้วง ปิดถนน ผมก็ไม่เห็นมีการทำรับประหารเลย อีกทั้งเกือบทุกประเทศรวมถึงประเทศไทยก็มีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมหรือสลายมวลชนอยู่เเล้ว เช่น การยิงด้วยกระสุนยาง กระบองยาง หรือใช้นำฉีด เป็นต้น นอกจากนี้ การควบคุมหรือสลายการชุมนุม ประเทศที่เจริญเเล้วจะใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนทหารนั้นไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อปฎิบัติภารกิจด้านนี้โดยตรง

กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าจะพิจารณาในเเง่มุมใดก็ตาม ผมเห็นว่าเงื่อนไขของการทำรัฐประหารนั้นไม่มีอยู่จริงอย่างสิ้นเชิง การเสนอ “วาทกรรมเรื่องเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร” นั้นเเสดงถึงความอับจนทางสติปัญญาของผู้พูดเเละเเสดงถึง “ทรรศคติที่เป็นอันตราย” อย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยอยู่ร่วมโลกไม่ได้กับรัฐประหาร การพูดถึงเงื่อนไขของรัฐประหารเท่ากับว่าเรากำลังให้ความชอบธรรมกับการทำรัฐประหารไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สำหรับผมนั้น ไม่มีเงื่อนไขของการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเลยไม่ว่ากรณีใดๆ เปรียบได้ว่า เจ้าบ้านซื้อทองเเละเเหวนเพชรไว้ในบ้าน เท่ากับเป็นการสร้างเงื่อนไขให้มีการลักทรัพย์ดอกหรือ การที่ขโมยขึ้นบ้านเอาทองเเละเเหวนเพชรไป โจรผู้นั้นอ้างได้หรือไม่ว่า ที่ลักขโมยทองเเละเเหวนเพชรไปเพราะว่าเจ้าของบ้านสร้างเงื่อนไขในการลักพรัพย์โดยการซื้อทองเเละเเหวนเพชรไว้ในบ้าน หากไม่ซื้อทองเเละเเหวนเพชร โจรก็จะไม่ขึ้นบ้าน ตรรกะเเบบนี้โจรเท่านั้นที่อ้าง วิญญูชนทั่วไปอย่าว่าเเต่จะ “อ้าง” เลย เเค่ “คิด” เขาก็ไม่คิดเเล้ว



2.หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร (Supremacy of Civilian Government)

นักรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากอย่าง Huttington เสนอ “หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร” หลักนี้หมายความว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจควบคุมการบังคับบัญชาเหนือกองทัพเเละกองทัพถูกทำให้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทหารเป็นทหารอาชีพ (Profession) เเต่หลักนี้ไม่เคยหยั่งรากลึกในการเมืองไทยเลย หากมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยมาโดยตลอด อีกทั้งสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดๆมาโดยตลอดว่า รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมต้องเป็นทหาร เพราะทหารเท่านั้นที่จะรู้เรื่องทหาร หากไปดูประเทศที่พัฒนาเเล้ว รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมักจะเป็นพลเรือน นับเเต่นี้ไป กองทัพจะต้องเป็นกองทัพโดยอาชีพ การวางตัวของผู้บัญชาการกองทัพบกคนปัจจุบันถือว่าวางตัวได้ถูกต้องที่จะไม่นำกองทัพเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่วนทหารท่านใดที่เเสดงความคิดเห็นในเชิงไว้ท่าทีเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร หากเกิดขึ้นในสังคมที่เจริญเเล้ว เป็นที่เชื่อเเน่ว่า ทหารผู้นั้นคงโดยย้ายหรือปลดไปเเล้วเพราะขัดกับหลัก “หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร” การเเสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยเฉพาะการสงวนท่าทีในการทำรัฐประหารนั้นต้องถือว่าขัดกับความเป็นทหารอาชีพเเละเป็นการทำลายเกียรติของคนพูดเอง

3. ผู้พิพากษาจะทำอย่างไรเมื่อเผชิญปัญหาการใช้กฎหมายที่ออกโดยคณะรัฐประหาร

นักกฎหมายท่านหนึ่งนามว่า Tayyab Mahmudได้รวบรวมทางเลือกที่ผู้พิพากษาต้องประสบยามวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นผลพวงมาจาการทำรัฐประหาร โดยมีอยู่สี่ทางเลือกดังนี้

1) รับรองความชอบด้วยกฎหมายของการทำรัฐประหารเเละบรรดากฎหมายที่ออกโดยรัฐประหาร (Validation of Usurpation) ทางเลือกนี้หมายถึงผู้พิพากษายอมรับว่าเมื่อมีการทำรัฐประหารสำเร็จ คณะรัฐประหารได้เปลี่ยนสถานะตนเองกลายเป็นรัฐบาลตามความเป็นจริง (de facto) เเม้จะมิใช่รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม เเละรับรองบรรดาคำสั่งหรือประกาศที่ออกโดยคณะรัฐประหารว่าเป็นกฎหมาย

2) ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ (Strict Constitutionalism) ทางเลือกนี้อยู่ตรงกันข้ามกับทางเลือกเเรกอย่างสิ้นเชิง กรณีนี้ผู้พิพากษาวินิจฉัยว่า การทำรัฐประหารเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเเละบรรดาคำสั่งเเละประกาศของคณะรัฐประหาร ผู้พิพากษาจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ คำสั่งเเละประกาศบางฉบับที่ออกโดยคณะรัฐประหาร ผู้พิพากษาให้ยอมให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เเต่กรณีนี้ถือว่าเป็นการ “ให้อภัย”มิใช่เป็นการให้ความชอบธรรม (Condonation not Legitimation)

3) การลาออกจากการเป็นผู้พิพากษา (Resignation of Office)ทางเลือกนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญทางจริยธรรมส่วนบุคคลของผู้พิพากษาที่ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือรับรองความชอบด้วยกฎหมายของคณะรัฐประหาร การที่ผู้พิพากษาเลือกที่จะลาออกนั้นนอกจากจะเป็นการรักษาหลักนิติรัฐเเล้วยังเป็นการรักษาเกียรติภูมิของวิชาชีพตุลาการมิให้มัวหมองอีกด้วย
Read more ...

"นิติรัฐ": การปกครองโดยกฎหมาย (ที่ต้อง "ชอบธรรม" และ "เป็นธรรม" ด้วย)

5/12/52
Tue, 11/03/2009 - 11:21

by 13ank

กล่าวกันว่าหลักคิดในเรื่องนี้มีที่มาจากแนวคิดของ 'อริสโตเติล' ที่ได้เสนอไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนคริสตกาล เขาพยายามเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งของหลักการปกครองโดยกฎหมาย แตกต่างสิ้นเชิงกับการปกครองโดยปุถุชน ซึ่งแนวโน้มมักจะไม่คงเส้นคงวา ถือเอาเป็นหลักเกณฑ์แน่นอนไม่ค่อยได้

หลักการเช่นนี้นี่เองที่ถือเป็นบ่อเกิดสำคัญของ "ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม" ในห้วงเวลาต่อมา ซึ่งเชื่อมั่นมากว่า "รัฐต้องมีอำนาจจำกัด" หรืออีกนัยหนึ่งใกล้เคียงกับคำว่า "Law and Order" หรือบ้านเมืองมีขื่อมีแปนั่นเอง ต่อมาหลักการนี้ก็เป็นที่ยอมรับยิ่งขึ้นในนาม "หลักนิติรัฐ" (Legal state) เพื่อยืนยันว่ารัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้

อย่างไรก็ตาม 'หยุด แสงอุทัย' ได้เคยรวบรัดอธิบายไว้ว่า "รัฐตามรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ย่อมเป็นนิติรัฐ คือ เป็นรัฐที่ยอมตนอยู่ใต้บังคับแห่งกฎหมาย ซึ่งรัฐเป็นผู้ตราขึ้นเองหรือยอมใช้บังคับ" และ 'วิษณุ เครืองาม' สรุปว่าการที่ประเทศใดจะเป็นนิติรัฐได้นั้น จำต้องมีคุณลักษณะเด่นดังนี้

1) ในประเทศนั้น กฎหมายจะต้องอยู่เหนือสิ่งใดทั้งหมด การกระทำต่างๆ ในทางปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำของตำรวจ จะต้องเป็นไปตามกฎหมายและชอบด้วยกฎหมาย หลักประกันสิทธิและเสรีภาพของราษฎรอยู่ที่กฎหมาย ถ้าเจ้าพนักงานของรัฐเข้ามากล้ำกรายสิทธิเสรีภาพของผู้คนโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ เจ้าพนักงานก็ย่อมจะต้องมีความผิดทางอาญา

2) ในประเทศที่เป็นนิติรัฐ ขอบเขตแห่งอำนาจหน้าที่ของรัฐย่อมกำหนดไว้แน่นอน เริ่มตั้งแต่การแบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยมีขอบเขตในการใช้อำนาจของรัฐ อำนาจของเจ้าพนักงานของรัฐที่ลดหลั่นลงมาก็เป็นอำนาจที่วัดได้ ก็คือ เป็นอำนาจที่มีขอบเขตเช่นเดียวกัน และต้องมีการควบคุมให้มีการใช้อำนาจภายในขอบเขตเท่านั้น เช่นในประเทศไทย บุคคลย่อมทราบได้จากกฎหมายว่าตำรวจมีอำนาจหน้าที่อย่างไร และสามารถจะใช้อำนาจนั้นกับราษฎรได้หรือไม่

3) ในประเทศที่เป็นนิติรัฐ ผู้พิพากษาหรือตุลาการจะต้องมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีทั้งปวงให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม โดยจะต้องมีหลักประกันดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นหลักประกันอันเพียงพอสำหรับราษฎร ตามนัยนี้ นิติรัฐจึงนับเป็นรัฐที่ยอมให้ศาลเข้ามาควบคุมการกระทำของฝ่ายปกครองในทางอรรถคดีได้ เช่นในการวินิจฉัยว่าการกระทำของเจ้าพนักงานว่าได้กระทำผิดในทางอาญา หรือกระทำการละเมิดในทางแพ่งต่อราษฎรหรือไม่ เพียงใด เป็นต้น

ด้วยเหตุผลต่างๆ ข้างต้น เราจึงยกย่องรัฐที่ทุกคน (แม้แต่ประมุขของรัฐก็ไม่มีข้อยกเว้น) ทุกองค์กรยอมลดตนลงมาปฏิบัติตามกฎหมาย และรัฐเปิดช่องทางให้ปัจเจกชนฟ้องคดีต่อองค์กรตุลาการ เพื่อตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจรัฐว่าเป็น "นิติรัฐ"

ส่วนคำว่า "นิติธรรม" (The Rule of law) นั้น นักกฎหมายรัฐธรรมนูญเรืองนามชาวอังกฤษที่ชื่อ 'Albert Venn Dicey' เป็นผู้ริเริ่มวางแนวไว้ ตามทัศนะของเขาแล้ว หลักนิติธรรมจะต้องอาศัยหลักการสำคัญๆ คือ

1) ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจตามอำเภอใจ กล่าวคือ บุคคลไม่อาจถูกลงโทษหรือบังคับให้ต้องรับโทษทางร่างกายหรือทรัพย์สิน เว้นแต่จะเป็นผลของการละเมิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ซึ่งได้รับการพิสูจน์ตามวิธีพิจารณาของศาลยุติธรรม

2) บุคคลทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน โดยทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และศาลเดียวกันเป็นผู้พิจารณาไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นใครก็ตาม

3) หลักทั่วไปของกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นผลของกฎหมายสามัญของแผ่นดิน ซึ่งหมายความว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษเป็นผลมาจากสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ศาลได้พิพากษาเป็นบรรทัดฐานกำหนดรับรองและคุ้มครองให้ ไม่ใช่เป็นเพียงผลมาจากตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ควรทราบด้วยว่า หลักนิติธรรมเป็นหลักทางวิชาการตามแบบฉบับของอังกฤษ ประเทศที่มีเอกลักษณ์ด้านการเมืองการปกครองเฉพาะตัว เป็นต้นว่าไม่มีรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นกฎหมายสูงสุด ใช้ระบบกฎหมายแบบคอมมอนลอว์ (Common Law) และอาศัยเพียงศาลยุติธรรมในการตัดสินอรรถคดีทุกประเภทเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในภาคพื้นยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน จะใช้หลักการนิติรัฐ หรือแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา ก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ เพียงแต่เรียก "Due Process of Law" แตกต่างกันชัดเจนตรงที่หลักนิติธรรมเรียกร้องเอาเฉพาะแต่การควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารโดยองค์กรตุลาการ ขณะที่หลักนิติรัฐจะรวมถึงการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ตราโดยองค์กรนิติบัญญัติไว้ด้วย

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เรามักจะใช้คำว่านิติรัฐกับนิติธรรมสับสนปะปนกันอยู่เสมอ แต่หมายความถึงหลักการเดียวกัน ซึ่งปรารถนาให้ความคุ้มครองประชาชนว่าการดำเนินงานใดๆ ก็ตามของรัฐ จะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่มีคุณภาพ (เนื้อหาแน่นอนชัดเจน ไม่มีโทษย้อนหลัง ได้สัดส่วน มีความเป็นธรรมและเสมอภาค) มิใช่โดยอำเภอใจของผู้ปกครอง ดั่งเป็นรากแก้วของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยแท้

จากมุมประชาชน "เมื่อกฎหมายไม่ได้บัญญัติห้ามเอาไว้ เราสามารถที่จะทำอะไรก็ได้" ขณะที่ผู้ปกครองทั้งหลายพึงสังวรณ์ "ถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจท่านๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำเรื่องนั้นได้" หรือ "ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ" นั่นเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กฎหมายเช่นว่าก็จักต้องเป็นกฎหมายที่มีความ "ชอบธรรม" และ "เป็นธรรม" ด้วย มิใช่ศักดิ์แต่ถูกเรียกว่าเป็น "กฎหมาย" แล้วจะเอามาใช้กดหัวใครอย่างไรก็ได้อย่างที่กลุ่มคนบางกลุ่ม (ทหาร / ตุลาการ / อภิชน) ในประเทศหนึ่งแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมทำกันเอิกเกริกตลอดหลายปีมานี้.
Read more ...

Speaker: Jonathan Zittrain is a professor at Harvard Law School and a founder of Harvard Law School's Berkman Center for Internet and Society

5/12/52
Read more ...

กรณีพระวิหาร กรองสถานการณ์ 9 ก.ค.51 ภาค1

5/12/52
Read more ...

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ในการเมืองสยามประเทศหลังรัฐบาลใหม่และหลังรัฐธรรมนูญ50

5/12/52
Read more ...

อ.วรเจตน์ กับคุณจอม ช่อง 11

5/12/52
Read more ...

มุมมอง นิติศาสตร์ในอเมริกา

5/12/52
Read more ...

อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

5/12/52
Read more ...

สัมภาษณ์ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (กรณียุบพรรค)

5/12/52
Read more ...