ศาลปกครองกับการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวน

15/8/53
โดยชินานนท์ วงศ์วีระชัย เมื่อ 29/06/2553 www.forlayman.com


ในการสอบสอนคดีอาญานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน   ผู้ที่จะเป็นพนักงานสอบสวนได้ก็คือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ   ซึ่งปัจจุบันได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปเป็นพนักงานสอบสวน   มีอำนาจหน้าที่ทำการสอบสวนในเขตพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ
    
การสอบสวนก็คือ การรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆเกี่ยวกับความผิดที่มีการกล่าวหา   เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด   และเพื่อที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ   ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงอาจออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ   หรืออาจจะขอให้ศาลออกหมายค้นเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆ    หรือขอให้ศาลออกหมายจับเพื่อเอาตัวผู้ต้องหามาเพื่อดำเนินคดีต่อไปก็ได้   และขั้นตอนสุดท้ายคือ การสั่งคดีว่าควรจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่   ขั้นตอนต่างๆเหล่านี้เป็นขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา   พนักงานสอบสวนสามารถใช้ดุลพินิจได้ตามความเหมาะสมตามกรอบที่กฎหมายกำหนด
    
ศาลปกครองนั้น มีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำต่างๆของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำการอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนดหรือไม่   แต่ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปปฏิบัติการในเรื่องนั้นๆเสียเอง   ดังนั้น การเข้าไปใช้ดุลพินิจสั่งการในเรื่องนั้นๆเสียเอง ศาลปกครองไม่สามารถกระทำได้   คงวินิจฉัยว่าการดำเนินการในเรื่องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น   แต่ถ้าพนักงานสอบสวนละเลยต่อหน้าที่หรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่   ศาลปกครองสามารถเข้าไปตรวจสอบได้
    
คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๙๐/๒๕๕๒   การสอบสวนของพนักงานสอบสวนในคดีอาญานั้น   เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม

-กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและ
-ระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับคดี   ประกอบกับ
-ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา   

เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน(ผู้ถูกฟ้องคดี)   กล่าวโทษพี่สาวของผู้ฟ้องคดีและเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาว่ายักยอกฉ้อโกงทรัพย์มรดก   แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการใดๆ   จึงเป็นการกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่   อันเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ   หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร   คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
    
แต่ถ้าเป็นเรื่องของการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน   เกี่ยวกับการดำเนินคดีหรือการรวบรวมพยานหลักฐานใดๆหรือการสั่งคดี   พนักงานสอบสวนสามารถใช้ดุลพินิจกระทำการอย่างใดก็ได้ตามที่เห็นสมควรตามกรอบของกฎหมาย   อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา   กรณีเหล่านี้ย่อมอยู่ในการตรวจสอบของศาลยุติธรรม   ไม่ใช่ศาลปกครอง(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๙๙/๒๕๕๐)
    
สำหรับกรณีที่พนักงานสอบสวนกระทำละเมิด   เช่น กรณีที่พนักงานสอบสวนยึดรถของผู้ฟ้องคดีไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย   เมื่อผู้ฟ้องคดีขอรับรถคืนแล้วไม่คืนให้   และรถยนต์ถูกจอดทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษา   เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีรถยนต์ใช้และรถยนต์ได้รับความเสียหาย   จึงเป็นกรณีที่กล่าวอ้างว่า พนักงานสอบสวนกระทำละเมิดของผู้ฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา   คดีอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม   ไม่ใช่ศาลปกครองเช่นเดียวกัน(คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๖๖/๒๕๕๒)
Read more ...

"คดีเสร็จเด็ดขาด" กับ "คดีถึงที่สุด" ต่างกันอย่างไร

10/8/53
คดีเสร็จเด็ดขาด หมายความว่า คดีที่ศาลได้มีการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีและได้มีคำพิพากษาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่หากคู่ความไม่พอใจก็อาจใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้อีก แต่ต้องอุทธรณ์ ฎีกาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฎีกาด้วย

ตัวอย่าง ฎีกาเกี่ยวกับคดีเสร็จเด็ดขาด 
ฎีกาที่ 977/2466 
นางนวม ไพโรจน์ จ. 
นางชัง นางถมยา ล.
กฎหมายที่ใช้ วิธีพิจารณาแพ่ง รื้อร้องฟ้องคดีเรื่องเดียวกัน วางหลักเรื่องคดีเสร็จเด็ดขาด

ย่อยาว
โจทย์ฟ้องเรียกเงินกล่าวว่า จำเลยรับเงินค่าซื้อไม้ซุงเกินไปรวมทั้งดอกเบี้ยด้วยเปนเงิน ๔๐๘๐ บาท ขอให้คืน จำเลยให้การปฏิเสธแก้ว่า เมื่อคิดบาญชีกันแล้ว โจทย์ยังคงเปนณี่จำเลยอีก ดังที่จำเลยที่ ๑ ได้ฟ้องแล้วที่ศาลจังหวัดศุโขทัย

ฎีกาตัดสินว่า ต้องวินิจฉัยตามข้อตัดฟ้องที่จำเลยแก้นี้เสียก่อนว่า ณี่สินรายนี้จะเปนรายเดียวกับที่จำเลยได้ฟ้องโจทย์ที่ศาลจังหวัดศุโขทัยฤาไม่ การที่จะวินิจฉัยว่า คดีเสร็จเด็ดขาดฟ้องอีกไม่ได้ มีหลักคือ

๑. ประเด็นข้อทุ่มเถียง ทั้งเรื่องก่อนเรื่องนี้ต้องเหมือนกัน (มีที่สังเกตุว่าพยานชุดเดียวกันนั้นจะค้ำจุนอุดหนุนคดีทั้ง ๒ เรื่องได้ฤาไม่)

๒. คู่ความเรื่องหลังต้องเปนคู่ความหรือเปนผู้เกี่ยวข้องกับคดีเรื่องก่อน

๓. ประเด็นข้อทุ่มเถียงกันในคดีเรื่องก่อนนั้นศาลมีอำนาจได้พิพากษาเด็ดขาดไปแล้ว

เมื่อได้พิจารณาแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าคดีเข้าหลักทั้ง ๓ หลักที่กล่าวมาข้างต้น คือประเด็นทั้ง ๒ คดีเปนประเด็นอันเดียวกัน คู่ความคน ๆ เดียวกัน แลในคดีเรื่องก่อนศาลฎีกาได้พิพากษาเด็ดขาดไปแล้วตามฎีกาที่ ๕๕๓/๖๖ ว่าโจทย์เปนณี่จำเลย จึงพิพากษาว่าคดีโจทย์ต้องด้วยบทห้ามตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง ร.ศ.๑๒๗ ให้ยกฎีกาโจทย์แลยกฟ้องโจทย์ ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฯ

องค์คณะ
จินดา.นรเนติ.หริศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น -
ศาลอุทธรณ์ -


ฎีกาที่ 331/2479 
โจทก์ฟ้องผู้กู้แลผู้ค้ำประกัน ผู้กู้ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ค้ำประกันมาทำยอมความต่อศาลฯได้ พิพากษาให้เป็นไปตามยอมแล้ว และจัดการยึดทรัพย์ผู้ค้ำประกันได้ไม่พอดังนี้ โจทก์มาฟ้องเรียกเงินที่ขาดจากผู้กู้ได้อีก ไม่นับว่าผู้กู้ได้หลุดพ้นความรับผิดและไม่นับว่าเป็นคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว


ฎีกาที่ 1777/2506 
จำเลยถูกฟ้องยังศาลทหารฐานทำร้ายร่างกายและศาลพิพากษาลงโทษจำเลย คดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ต่อมาอัยการยังฟ้องจำเลยต่อศาลอาญาฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายอีก โดยเอาการทำร้ายร่างกายครั้งเดียวกันนั่นเองมาเป็นองค์ความผิดของคดีหลังนี้ด้วย ดังนี้ ต้องถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ
ฎีกาที่ 1499/2531 
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาหมิ่นประมาทโดยจำเลยทั้งสองกับพวกทำหนังสือใส่ความโจทก์ซึ่งเป็นกำนันร้องเรียนต่อนายอำเภอ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์จะนำการกระทำอันเดียวกันมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีกในข้อหาแจ้งความเท็จกล่าวหาโจทก์ต่อนายอำเภอซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่ได้แม้ประเด็นในคดีทั้งสองนี้จะต่างกันก็ตาม สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) แล้ว

คดีถึงที่สุด หมายความว่า คดีที่ศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีนั้นไปแล้ว แต่คู่ความมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ หรือฎีกา คำพิพากษาของศาลชั้นต้น หรือ ศาลอุทธรณ์ ดังกล่าวจนล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ หรือฎีกาแล้ว ผลแห่งคดีที่ถึงที่สุดย่อมต้องเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในกรณีที่มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ หรือเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในกรณีที่มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ รวมทั้งในกรณีที่มีการใช้สิทธิอุทธรณ์และได้มีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้วโดยกฎหมายบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด ผลแห่งคดีที่ถึงที่สุดย่อมต้องเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และในกรณีที่ใช้สิทธิฎีกา และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในประเด็นแห่งคดีนั้น คดีย่อมถึงที่สุดไปตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัย 

ตัวอย่างคำพิพากษาเกี่ยวกับคดีถึงที่สุด 

ฎีกาที่ 2224/2547 
ในคดีอาญาโจทก์และจำเลยจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามยอมหาได้ไม่  คดีทั้งสองสำนวนเป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองสำนวนถอนฟ้องได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว 

ฎีกาที่ 853/2490 
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งไม่มีฝ่ายใดฎีกาคัดค้านและไม่มีทางใดที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉะบับนั้นได้ ต้องถือว่าถึงที่สุด เมื่ออ่านให้คู่ความฟังแล้ว
ในคดีความผิดส่วนตัวเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง แต่คดีไม่มีการยื่นฎีกานั้น ศาลจะสั่งให้คดีระงับไม่ได้ โดยถือว่าคดีถึงที่สุดแล้ว
Read more ...

ศาลแพ่ง พิพากษา สตช.แพ้คดี สั่งจ่าย 2.5 แสนละเมิดผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา หลังทำสำนวนคดีหมิ่นประมาทล่าช้า

10/8/53
โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า

ที่ ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 22 ส.ค.51 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีดำหมายเลขที่ 2283/2550 ที่

นาย xxx ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 

เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง 

1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)  
2. พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.  
3. พล.ต.อ.ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ ผช.ผบ.ตร. 
4. พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ผบช.น.
5. พล.ต.ต.อำนาวย นิ่มมะโน ผบก.น.2 และ
6. พ.ต.อ.วราวุธ ทวีชัยการ ผกก.สน.พหลโยธิน (ทั้งหมดตำแหน่งขณะฟ้องเมื่อปี 50 ) 

เป็นจำเลยที่ 1 - 6 เรื่องละเมิด 

เรียกค่าเสียหายทุนทรัพย์ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี

ตามคำฟ้องระบุว่าเมื่อวันที่ 14 ม.ค.48 โจทก์ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ขอให้ดำเนินคดีกับ

นายชัยเจริญ ดุษฎีพร อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ในขณะนั้น

ในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีนายชัยเจริญ ทำหนังสือถือเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุว่าโจทก์มักจะสร้างความหวั่นไหวแก่องค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีโดยการที่โจทก์ทำหนังสือร้องเรียนกล่าวหาองค์คณะซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่น่าจะถูกสอบสวนมากกว่าจะสอบสวนผู้ที่โจทก์ร้องเรียน ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จและใส่ความโจทก์ต่อเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมให้เข้าใจว่าโจทก์เป็นข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่ดีที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง โดยพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความร้องทุกข์ไว้ 

โดย พล.ต.ต.อำนวย จำเลยที่ 5 มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.วราวุธ จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันรับคดีไว้เป็นหลักฐานในเบื้องต้นเพราะเห็นว่าเป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ แต่จำเลยที่ 6 กลับไม่ลงรายงานไว้เป็นหลักฐานและไม่เรียกนายชัยเจริญ ผู้ต้องหามาแจ้งข้อกล่าวหารวมทั้งไม่พิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหาเมื่อมาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนและเพิกเฉยไม่ดำเนินการทำความเห็นสั่งคดีให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ สตช.จำเลยที่หนึ่งกำหนดเป็นระเบียบราชการเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2532 ซึ่งการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดีอันเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์ทำหนังสือลงวันที่ 26 ต.ค.48 ร้องเรียนไปยังจำเลยที่ 2,4และ5 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเพื่อให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 5 แสนบาท ต่อมา วันที่ 22 ธ.ค.48 โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลย 2,4 ขอทราบผล รวมทั้งเรื่องการทำความเห็นสั่งคดีที่โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ไว้

ต่อมา เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.48 จำเลยที่ 5 แจ้งให้โจทก์ทราบผลความเห็นสั่งคดีว่าคณะพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้องนายชัยเจริญ ผู้ต้องหาเนื่องจากพยานหลักฐานไม่พอฟ้องโดย พ.ต.อ.พัลลภ สุวรรณบัตร รอง ผบก.น.2 ปฏิบัติหน้าที่แทน ผบก.น.2 ก็ได้พิจารณาสำนวนแล้วมีความเห็นพ้องด้วยว่า คณะทำงานสอบสวนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อสองฝ่ายไปแล้วจึงมีความเห็นควรยุติเรื่องซึ่งได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นดังกล่าวไปยัง กองบัญชาการตำรวจนครบาลแต่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ออกใบรับคำขอให้โจทก์รับไว้เป็นหลักฐานให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 11 

ซึ่งการที่จำเลยที่ 5 มีความเห็นควรยุติเรื่องไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนั้นขัดแย้งกับคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 3 ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือลงวันที่ 14 ก.พ.49 แจ้งให้โจทก์ทราบผลเรื่องขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและชดใช้ค่าสินไหมว่า จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ได้มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดประกอบด้วย

-รอง ผบก.น.2,
-รอง ผกก.อก.บก.น.2,
-สว.สส.สน.พหลโยธิน

ซึ่งโจทก์ก็ได้ทำหนังสือลงวันที่ 21 ก.พ.49 ถึงจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเพราะเห็นว่าเป็นผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดกับจำเลยที่ 4 - 6 ขณะที่จำเลยที่ 3 กลับให้คณะกรรมการดังกล่าวสอบข้อเท็จจริงต่อไปเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้เรียกโจทก์เข้าไปสอบปากคำในฐานะผู้ร้องเรียนให้ถูกต้องตามระเบียบราชการว่าด้วยการสอบสวน รวมทั้งการสอบข้อเท็จจริงยังมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำผิดซึ่งเป็นพวกเดียวกันโดยระบุว่าการกระทำของจำเลยที่ 6 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่เป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดีอันเป็นการจงใจรวมกันทำละเมิดต่อโจทก์จึงขอให้จำเลยที่ 1 - 6 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 5 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้อง

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 6 เป็นพนักงานสอบสวนระดับผู้กำกับการต้องรู้ดีว่าข้อความที่นายชัยเจริญกล่าวถึงโจทก์และโจทก์เข้าแจ้งความร้องทุกข์เป็นปัญหาว่าจะเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์หรือไม่การที่จำเลยที่ 6 มาด่วนใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยทำความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องนายชัยเจริญจึงไม่ถูกต้องสมเหตุสมผลตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ควรจะเป็น การใช้ดุลยพินิจทำความเห็นสั่งคดีของจำเลยที่ 6 ย่อมเป็นการมิชอบ 

ซึ่งแม้การทำความเห็นเป็นการใช้ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามที่จำเลยทั้งหกให้การไว้ แต่การใช้ดุลยพินิจนั้นต้องอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและให้ถูกต้องสมเหตุสม

ผลการกระทำของจำเลยที่ 6 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดีเพราะนอกจากจะมีความล่าช้าในการสอบสวนโดยไม่มีความจำเป็นแล้วโจทก์ยังอาจเสียสิทธิในการนำคดีเข้าสูงกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล

ถือได้ว่าเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 6 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ และคดีไมจำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องที่โจทก์กล่าวหาในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 6 ไม่ลงรายงานประจำวันรับคดีไว้เป็นหลักฐาน ไม่เรียกผู้ต้องหามาแจ้งข้อกล่าวหาและไม่พิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหาเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่เป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์อีกหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนจำเลยที่ 2-5 ศาลเห็นว่าขณะเกิดเหตุมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 6 ดังนั้นจึงถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่มีความเห็นพ้องด้วยกับจำเลยที่ 6 ในการทำความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา เป็นการร่วมกันกับจำเลยที่ 6 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 6 ด้วย

โดยคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เพียงใด ศาลเห็นว่าแม้จำเลยที่ 6 จะทำความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาโดยจำเลยที่ 2 - 5 เห็นพ้องด้วยแต่เมื่อจำเลยที่ 6 เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นดังกล่าวไปที่พนักงานอัยการ พนักงานอัยการกลับได้สั่งฟ้องนายชัยเจริญ เป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ จึงเห็นว่าเมื่อมีการนำคดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลเพื่อให้วินิจฉัยว่านายชัยเจริญกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ถือได้ว่าความเสียหายของโจทก์ได้รับการบรรเทาไปบ้างแล้วจึงเหลือเพียงความเสียหายจากความล่าช้าในการสอบสวนโดยไม่มีความจำเป็นเท่านั้น 

ศาลจึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท แต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 2 - 6 เป็นการกระทำซึ่งสังกัดจำเลยที่ 1ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 2- 6 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยตรง แต่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์แทนจำเลยที่ 2 -6 

จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยเป็นเงิน 250,000 บา พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องคดี 15 มิ.ย.49 และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์รวมทั้งค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-6 ให้ยกฟ้อง
Read more ...

ศาลแพ่งสั่ง ตร.จ่าย 2.5แสน สอบสวนคดีช้า เป็นการละเมิดผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้พิพากษา

10/8/53



โดยมติชน เมื่อ 22 ส.ค.2551

ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ศาลพิพากษาให้

- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.),
- พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.,
- พล.ต.อ.ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.,
- พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ผบช.น.,
- พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.2 และ
- พ.ต.อ.วราวุธ ทวีชัยการ ผกก.สน.พหลโยธิน ยศและตำแหน่งขณะฟ้อง เมื่อปี 2550 จำเลยที่ 1-6 เรื่องละเมิด

โดยให้ ตร.จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย 250,000 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง ให้กับ

นาย xxx ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โจทก์ 

ส่วนจำเลยที่ 2-6 ให้ยกฟ้อง

คดีนี้นายประทีปยื่นฟ้องสรุปว่า

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2548 โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ขอให้ดำเนินคดีกับ

นายชัยเจริญ ดุษฎีพร อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ขณะนั้น
ในข้อหาหมิ่นประมาท แต่จำเลยที่ 6 กลับไม่ลงรายงานไว้เป็นหลักฐานและไม่เรียกนายชัยเจริญมาแจ้งข้อกล่าวหา รวมทั้งไม่พิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหาเมื่อมาปรากฏตัว และเพิกเฉยไม่ทำความเห็นสั่งคดีให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี อันเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ จึงขอให้จำเลยที่ 1-6 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 5 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้อง

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท แต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 2-6 เป็นการกระทำซึ่งสังกัดจำเลยที่ 1 ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 2- 6 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยตรง

แต่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์แทนจำเลยที่ 2-6 จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องคดี 15 มิถุนายน 2549 ส่วนจำเลยที่ 2-6 ให้ยกฟ้อง
Read more ...

กรณีการออกหมายจับผู้พิพากษา

10/8/53
โดยหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เมื่อ 11 ก.พ.2553

ผู้พิพากษาศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร้อง ก.ต.สร้างบรรทัดฐาน ป.ป.ช.ตั้งกรรมการสอบออกหมายจับ “ สุนัย มโนมัยอุดม” อดีตอธิบดีดีเอสไอ คดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าข่ายแทรกแซงตุลาการหรือไม่ ขณะที่อดีตหัวหน้าศาลแจงข้อเท็จจริง-ข้อกฎหมาย

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งอนุกรรมการสอบสวน 

พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ วาพันสุ รอง ผกก.สส.สภ.วังน้อย ,
พ.ต.อ.ธาตรี ตั้งโสภณ รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา และ
นายอิทธิพล โสขุมา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ทั้งหมดยศและตำแหน่งขณะนั้น) 

กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม กรณีร่วมกันขอออกหมายจับและอนุญาตให้ออกหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยฝ่าฝืนกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ต้องหา             


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอิทธิพล ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ว่า การออกหมายจับเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่จะต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน และบางครั้งส่วนใหญ่ก็มิได้ออกหมายเรียกก่อนทุกครั้ง หรือมิได้ปรึกษาผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นแต่อย่างใด การออกหมายจับครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ปกติ ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ต้องหาที่เป็นอดีตผู้พิพากษาผู้ใหญ่ และไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนแต่ประการใด 


จึงได้มีการปรึกษาผู้พิพากษาหัวหน้าศาล และรายงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ซึ่ง


หากมีกรณีที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใดๆออกไปแล้ว ฝ่ายที่แพ้คดีหรือเสียประโยชน์ จะอาศัย พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. ยื่นคำร้องขอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการหรือกรรมการไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ปกติของผู้พิพากษาที่ทำงานพิจารณาคดีในสำนวนแล้วจะเป็น


-การแทรกแซง หรือ
-ก้าวล่วงอำนาจตุลาการหรือไม่ และ
-จะก่อให้เกิดความหวั่นไหวหวาดกลัวต่อผู้พิพากษาหรือไม่ 


จึงขอหารือว่า หากได้รับหมายเรียกให้ไปให้ถ้อยคำที่สำนักงาน ป.ป.ช. จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อผู้พิพากษาท่านอื่นที่จะต้องถูกไต่สวนเป็นลำดับต่อไป


ขณะที่


นายสุทัศน์ สงวนปรางค์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่ง 

ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะมีการออกหมายจับนายสุนัย ทำบันทึกข้อความชี้แจ้งเรื่องการออกหมายต่อ

นายชาติชาย อัครวิบูลย์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง 

ระบุว่า มูลเหตุเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.50 หนังสือพิมพ์มติชนรายวันได้เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์นายสุนัย ซึ่งกระจายไปทั่วประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาท จึงมอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความที่ สภ.วังน้อย ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการและขออนุมัติหมายจับต่อศาลจังหวัดพระนครศรี อยุธยา 

น.ส.จินดาพร เมื่องอำ ผู้พิพากษาเวร

ออกหมายได้มาปรึกษาตนเนื่องจากเห็นว่าเป็นอดีตผู้พิพากษา ตนจึงได้เรียกประชุมผู้พิพากษาเพื่อระดมความคิดเห็นประกอบการใช้ดุลพินิจ และโทรศัพท์ปรึกษา

นายฉัตรไชย ไทรโชติ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 

เห็นด้วยว่าควรให้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ก่อน จึงให้ยกคำร้อง

ข้าพเจ้าหาทางเพื่อจะแจ้งความลำบากใจของผู้พิพากษาที่จะต้องออกหมายจับอดีต ผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ให้นายสุนัยทราบ กระทั่งมีโอกาสพบนายสุนัยที่มาส่งหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับข้าพเจ้า จึงได้แจ้งถึงความจำเป็นและความลำบากใจและขอร้องให้ไปพบพนักงานสอบสวน แต่นายสุนัยยืนยันไม่ไป และยืนยันความเห็นของตนเองว่าไม่มีเหตุที่ศาลจะออกหมายจับได้

จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติหมายจับอีกครั้ง แต่ศาลได้ยกคำร้อง กระทั่งมาขอออกหมายจับครั้งที่ 3 โดยมีหลักฐานการส่งหมายเรียกโดยชอบมาแสดง ซึ่งนายอิทธิพลเป็นผู้พิพากษาเวรออกหมาย ได้รอปรึกษาตนในประเด็นแง่มุมต่างๆทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน ระเบียบ คำสั่ง รวมทั่งข้ออ้างของผู้จะถูกจับอย่างละเอียดแล้ว จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับ

สำหรับการพิจารณามีประเด็นสำคัญๆ อาทิ ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีอำนาจออกหมายจับหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ที่วางจำหน่ายทั่วราช อาณาจักร ความผิดจึงเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร เมื่อมีการร้องทุกข์ที่ สภ.วังน้อย ศาลจังหวัดอยุธยาจึงมีอำนาจชำระคดีนี้

มีเหตุและหลักฐานตามสมควรหรือยังว่านายสุนัยน่าจะได้กระทำความผิดทางอาญา เห็นว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานฝ่ายผู้กล่าวหา 10 ปาก และเรียกมาสอบเพิ่มอีก 16 ปาก มีพยานให้การว่า การให้สัมภาษณ์ของนายสุนัยเป็นการนัดแถลงข่าวมีทั้งผู้สื่อข่าวในและต่าง ประเทศ มีบรรณาธิการ นสพ.มติชน ให้การว่า ไม่มีมีการตัดหรือเพิ่มข้อความให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด และมีพยานหลายปากเห็นว่าการแถลงข่าวดังกล่าวทำให้ประชาชนทั่วไปเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำความผิด มีพนักงานสอบสวนดีเอสไอเห็นว่าไม่ควรมีการแถลงข่าวว่าบุคคลอื่นกระทำผิดโดย ที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน 

กรณีที่นายสุนัยอ้างว่า นสพ.เสนอข่าวไม่ตรงคำให้สัมภาษณ์ แต่ไม่ได้ระบุว่าที่ถูกต้องเป็นเช่นไร และหากเชื่อมั่นความบริสุทธิ์น่าจะให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดในชั้นนี้ จึงเข้าเงื่อนไขว่า นายสุนัยน่าจะได้กระทำความผิดอาญา

มีเหตุอันควรเชื่อว่านายสุนัยจะหลบหนีหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ต้องหาขัดหมายเรียกจึงต้องถูกลงโทษโดยการออกหมายจับ เว้นแต่จะมีเหตุอันควร อาทิ เป็นทหาร หรือป่วยอัมพาต การอ้างว่าไม่ได้กระทำผิด ไม่ได้หลบหนีไปไหน ยังทำงานอยู่เป็นหลักแหล่ง แต่ไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวนไม่ใช่ข้อแก้ตัวอันควร

หมายจับเป็นหมายอาญาอย่างหนึ่ง จึงอยู่ในอำนาจและดุลพินิจของผู้พิพากษา นายเดียวที่จะพิจารณาและมีคำสั่งโดยอิสระ นายอิทธิพลจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจได้โดยลำพัง แต่เพื่อความรอบครอบได้ปรึกษากับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลก่อน จึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่อย่างละเอียดรอบครอบโดยชอบและเหมาะสมทุกประการ แล้ว 

แต่ต่อมานายสุนัย ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับ และพนักงานสอบสวนยื่นฎีกา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แล้วนายสุนัยร้องเรียน ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการสอบดังกล่าว ข้าพเจ้าเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้มีผลกระทบต่อผู้พิพากษาโดยรวม น่าจะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้พิพากษา และผู้พิพากษาควรจะได้รับทราบมูลเหตุเบื้องต้นเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน จึงเห็นสมควรส่งข้อมูลของข้าพเจ้านี้ ใช้เป็นข้อมูลชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้พิพากษาตามความเหมาะสมและโอกาสต่อไป
Read more ...

ศาลฎีกายืนจำคุก1ปีรองอธิบดีอัยการฯ

10/8/53
โดยไอเอ็นเอ็นนิวส์ 

ศาลฎีกา พิพากษายืนจำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท รองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรี ในความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี

ศาลอาญา ธนบุรี ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีที่

นาย xxx ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา 

เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

นายสุกรี สุจิตตกุล รองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 

ในความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม กรณีจำเลยไม่สั่งฟ้อง 

บ.สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และ

นายประชา เหตระกูล บก.นสพ.เดลินิวส์ 

ในข้อหาหมิ่นประมาทโจทก์ และไม่สั่งฟ้อง 

นายบุญชัย สงวนความดี พ่อค้าผ้าตลาดพาหุรัด 

คู่กรณีของโจทก์ ที่ขับรถชนท้ายรถโจทก์ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 2,000 บาท แต่จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญามีกำหนด 1 ปี

เนื่องจากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามมาตรา 157 จริง และจำเลยยื่นฎีกาสู้คดี โดยระบุว่า การวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้อง บ.สี่พระยาการพิมพ์ นายประชา และนายบุญชัย เพราะพิจารณาถึงเจตนาแล้วพบว่า ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ อีกทั้งการใช้ดุลยพินิจก็เป็นไปโดยสุจริตใจ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมิได้ใช้เกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดอย่างพนักงานอัยการพึงใช้ การใช้ดุลยพินิจจำเลยกรณีนี้ นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของพนักงานอัยการผู้สุจริตทั่วไป และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อีกทั้งไม่ได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ เกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คือ จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี

นายสุกรี กล่าวยอมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่มั่นใจว่าได้ใช้ดุลยพินิจตามกรอบของกฎหมาย ต่อจากนี้ จะนำคำพิพากษาของศาลฎีกา เสนอให้นายพชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุด (อสส.) ทราบ เพื่อพิจารณาแนวทางการทำงานของอัยการทั่วประเทศในอนาคต

โดยยอมรับว่า คำพิพากษาวันนี้ (5 ก.ย.) กระทบต่อการทำหน้าที่ของอัยการ เพราะอัยการมีหน้าที่หลายอย่าง ทั้งเรื่องวินิจฉัยสั่งคดี และการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งมีอำนาจวินิจฉัยโดยอิสระ ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีอัยการจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นผู้ต้องหา ทั้งนี้ อยากฝากถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่กำกับดูแลอัยการ ขอให้ลงมาช่วยเหลือการทำหน้าที่ของอัยการให้มากขึ้นด้วย

คดีนี้สืบเนื่องจากวันที่ 4 ก.ย.2540 โจทก์ได้ขับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปส่งภรรยาและบุตร ที่ รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย ระหว่างทางถูกรถของนายบุญชัย ชนท้าย โดยนายบุญชัย ได้ใช้กำลังทำร้ายร่างกายโจทก์ และทำผิดอาญาอีกหลายประการ ทั้งเรื่องการแจ้งความเท็จว่าโจทก์ทำร้ายนายบุญชัย และสร้างหลักฐานเท็จให้แพทย์ออกใบรับรองว่าโจทก์ทำร้ายนายบุญชัย โดยวันรุ่งขึ้น (5 ก.ย.) นสพ.เดลินิวส์ ได้พิมพ์ข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ ใจความว่า 

”เป็นผู้พิพากษามีเรื่องทะเลาะวิวาทกับพ่อค้าผ้า โดยใช้กำลังประทุษร้ายกัน โดยทั้งคู่ถูกแจ้งความดำเนินคดีเป็นผู้ต้องหา ซึ่งนายประทีป ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ประกันตัวออกไป” 

ข้อความที่พิมพ์ ถือว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จ เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อหากับตน อีกทั้งตนและนายบุญชัย ก็ยังไม่ได้แจ้งความกล่าวหากัน ทำให้โจทก์ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดี กับ นสพ.ฉบับดังกล่าว ข้อหาหมิ่นประมาท และพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
Read more ...

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549

9/8/53
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549

นาย xxx โจทก์

นายสุกรี สุจิตตกุล จำเลย

จำเลยซึ่งเป็นพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัท ส. และ ป. ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทโจทก์ ทั้งที่หนังสือพิมพ์ ด. ซึ่งบริษัท ส. เป็นเจ้าของและ ป. เป็นบรรณาธิการ ลงข้อความในหนังสือพิมพ์เป็นความเท็จ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ จึงเกินล้ำออกนอกของเขตของความชอบด้วยกฎหมายและในฐานะที่จำเลยเป็นข้าราชการอัยการชั้นสูง จำเลยย่อมทราบดีถึงเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการ การใช้ดุลพินิจผิดกฎหมายในกรณีนี้ จำเลยเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการมิชอบและมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย อีกทั้งเพื่อจะช่วยบริษัท ส. และ ป. มิให้ต้องโทษจากการกระทำความผิดของตนอีกด้วย จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา200 วรรคหนึ่ง

การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดคือการใช้อำนาจในฐานะพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทโจทก์ ผลของการกระทำของจำเลยคือ โจทก์ในฐานะผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดของจำเลยโดยตรง โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย

ตามฟ้องข้อ 1 (ก) แม้ข้อความว่า “เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์” จะอยู่ต่อจากและติดข้อความว่า “…ผู้ต้องหาทั้งสองมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์” กล่าวคือ เมื่ออ่านรวมกันมีข้อความว่า “…ผู้ต้องหาทั้งสองมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์” แต่การทำความเข้าใจข้อความในคำฟ้อง ต้องทำความเข้าใจในข้อความดังกล่าวประกอบข้อความส่วนอื่น ๆ ของคำฟ้องด้วย ซึ่งเห็นได้ว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อความสืบเนื่องจากการสั่งไม่ฟ้องคดีของจำเลยดังที่โจทก์บรรยายไว้อย่างชัดเจนในตอนต้น จึงเข้าใจได้อยู่ในตัวว่า ในการอ้างว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์หมายถึงเจตนาที่สืบเนื่องจากการใช้อำนาจสั่งฟ้องคดีของจำเลย ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 แล้ว
________________________________

โจทก์ฟ้อง ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นพนักงานอัยการ ชั้น 5 ตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรม ปฏิบัติงานในหน้าที่อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 4 สำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยสั่งคดีและดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนที่อยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ตามที่ได้รับมอบหมายจากอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 4จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ

(ก) เมื่อระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนการสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ระหว่างโจทก์ผู้กล่าวหา บริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด ที่ 1 นายประชา เหตระกูล ที่ 2 ผู้ต้องหา ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ตรวจสำนวนการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองร่วมกันลงพิมพ์ข้อความหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ว่า

ในวันเกิดเหตุวันที่ 4 กันยายน 2540 เวลากลางวัน ภายหลังจากที่รถยนต์ของโจทก์ถูกรถยนต์ของนายบุญชัย สงวนความดี ชนที่ส่วนท้าย โจทก์ถูกพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันแจ้งข้อหาว่าทำร้ายร่างกายนายบุญชัยเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และโจทก์ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการประกันตัวไป ซึ่งข้อความที่ลงพิมพ์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง เพราะความจริงโจทก์ไม่ได้ถูกพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันแจ้งข้อหาและไม่มีกรณีที่โจทก์ต้องใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการประกัน

จำเลยในฐานะเป็นเจ้าของสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าวย่อมรู้ดีว่าผู้ต้องหาทั้งสองกระทำความผิดร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยเอกสารจริง บังอาจวินิจฉัยสั่งคดีว่าผู้ต้องหาทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของโจทก์ และมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองโดยอ้างว่าผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะจำเลยรู้อยู่แล้วว่าผู้ต้องหาทั้งสองมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทั้งในหน้าที่ราชการและฐานะส่วนตัว นอกจากนี้การกระทำของจำเลยเป็นการช่วยผู้ต้องหาทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 อันมิใช่ความผิดลหุโทษเพื่อมิให้ต้องโทษ

(ข) เมื่อระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 31พฤษภาคม 2541 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้รับมอบหมายให้วินิจฉัยสั่งคดีสำนวนการสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันระหว่างโจทก์ผู้กล่าวหา นายบุญชัย สงวนความดี ผู้ต้องหาข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน ข้อหารู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิดข้อหาทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดอาญาเกิดขึ้น ข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนเพื่อจะแกล้งให้บุคคลอื่น (โจทก์) ต้องรับโทษ รวมทั้งความผิดทางอาญาข้อหาอื่น ๆ ด้วย

ได้ตรวจสอบสำนวนการสอบสวนแล้วพบว่านายบุญชัยกระทำความผิดตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์จริง แต่จำเลยบังอาจวินิจฉัยสั่งคดีว่า นายบุญชัย สงวนความดี ผู้ต้องหาไม่มีเจตนาเพื่อจะแกล้งให้บุคคลอื่น (โจทก์) ต้องรับโทษแต่อย่างใด จึงมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา174 วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพราะที่ถูกต้องแล้ว จำเลยในฐานะพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนย่อมรู้ดีว่านายบุญชัยผู้ต้องหาได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์กระทำความผิดอาญา โดยมีเจตนาเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งในหน้าที่ราชการและในฐานะส่วนตัว ส่วนข้อหาอื่น ๆ จำเลยอ้างว่าอัตราโทษอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง

การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นอกจากนี้การกระทำของจำเลยยังเป็นการช่วยนายบุญชัยผู้ต้องหา ซึ่งกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา174 วรรคสอง อันมิใช่ความผิดลหุโทษเพื่อมิให้ต้องโทษ เหตุทั้งหมดเกิดที่สำนักงานอัยการพิเศษคดีอาญาธนบุรี 4 ถนนเอกชัย แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157, 165, 189 และ 200

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธว่า จำเลยวินิจฉัยสั่งคดีตามสำนวนการสอบสวนด้วยความสุจริตตามอำนาจหน้าที่ในฐานะพนักงานอัยการ จำเลยสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชา เหตระกูล ข้อหาหมิ่นประมาทโจทก์เพราะบุคคลทั้งสองขาดเจตนาในการกระทำความผิด สั่งไม่ฟ้องนายบุญชัย สงวนความดี ข้อหาแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน เพราะนายบุญชัยมิได้มีเจตนาเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ คำฟ้องของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 165, 189, 200 โจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา158 (5) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุกหนึ่งปี และปรับสองพันบาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 วรรคหนึ่ง และมาตรา 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นพนักงานอัยการ ชั้น 5 ตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรม ปฏิบัติงานในหน้าที่อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 4 สำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยสั่งคดีและดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนที่อยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ตามที่ได้รับมอบหมายจากอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 4 ส่วนโจทก์รับราชการเป็นข้าราชการตุลาการ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2540 รถยนต์ของโจทก์ถูกรถยนต์ของนายบุญชัย สงวนความดี ชนท้าย ณ บริเวณสี่แยกอรุณอมรินทร์

โจทก์แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันว่าถูกนายบุญชัยทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย พนักงานสอบสวนควบคุมตัวนายบุญชัยไว้แล้ว ต่อมานายบุญชัยได้รับการประกันตัวไป นายบุญชัยได้แจ้งความกลับโดยกล่าวหาว่าโจทก์ทำร้ายร่างกายตนจนได้รับอันตรายแก่กาย พนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีโดยโจทก์มิได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาและไม่ได้ประกันตัวและในวันนั้นทั้งโจทก์และนายบุญชัยมิได้แจ้งความว่าอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งความเท็จ

ในวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2540 ซึ่งมีบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด เป็นเจ้าของ และมีนายประชา เหตระกูล เป็นบรรณาธิการ ได้ลงข่าวกรณีโจทก์กับนายบุญชัยตามเอกสารหมาย จ. 6 โดยมีข้อพาดหัวข่าวว่า

“พิพากษาทะเลาะกับพ่อค้าผ้า”

 และมีข้อความในข่าว ดังนี้ “เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 4 ก.ย. ร.ต.ท. สุรการ ธานีรัตน์ ร้อยเวร สน. บางยี่ขัน รับแจ้งจากนายประทีป ปิติสันต์ อายุ 48 ปี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า ถูกนายบุญชัย สงวนความดี อายุ 46 ปี ทำร้ายร่างกาย โดยก่อนหน้านี้ขณะที่ขับรถเก๋งโตโยต้าสีฟ้า หมายเลขทะเบียน 1 ธ – 1280กรุงเทพมหานคร มาถึงบริเวณแยกอรุณอมรินทร์ ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย ถูกรถเบนซ์ของนายบุญชัยชนท้าย จึงลงมาดูความเสียหายจนมีการโต้เถียงกันแล้วถูกตบที่ต้นคอ จึงนำความเข้าแจ้งดังกล่าว

ในระหว่างนั้นนายบุญชัยพ่อค้าผ้าย่านพาหุรัดเดินทางมาที่ สน. ทราบว่าถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายจึงแจ้งกลับโดยระบุว่า ถูกนายประทีปตบที่คอเช่นกัน เท่านั้นยังไม่พอต่างยังแจ้งข้อหาแจ้งความเท็จเพิ่มกันอีกข้อหาหนึ่ง ทาง ร.ต.ท. สุรการจึงส่งทั้ง 2 คน ไปตรวจบาดแผลที่ ร.พ. ศิริราช พร้อมดำเนินคดีทั้งคู่ โดยนายประทีปใช้ตำแหน่งประกันตัวไป ส่วนนายบุญชัยใช้เงินสดจำนวน 70,000 บาท ในการประกันตัว แล้วต่างแยกย้ายกันกลับไป”

สืบเนื่องจากข่าวนี้โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันกล่าวหาบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาว่าร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนแล้วมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องแล้วได้ส่งความเห็นพร้อมสำนวนการสอบสวนมายังพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 4สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา จำเลยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสำนวนและวินิจฉัยสั่งสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าว จำเลยพิจารณาสำนวนการสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นของพนักงานสอบสวนแล้ว มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาตามเอกสารหมาย จ. 11 โดยอ้างเหตุผลว่า ลักษณะการลงข่าวย่อยมีการพาดหัวข้อสั้น ๆ

ส่วนเนื้อหาก็มีลักษณะเป็นการสรุปข่าวสั้น ๆ มิได้ตีพิมพ์อย่างเอิกเกริกหรือพาดหัวในหน้าหนึ่งให้ผิดปกติแต่อย่างใด และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแจ้งความดำเนินคดีระหว่างผู้เสียหาย (โจทก์) กับนายบุญชัยที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ก็ปรากฏว่ามีการแจ้งความซึ่งกันและกันตามข่าวจริง และในสำนวนการสอบสวนที่เกี่ยวข้องทั้งโจทก์และนายบุญชัยก็ตกเป็นผู้ต้องหาจริงเพียงแต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้พิพากษามิได้ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและสอบสวนคำให้การในฐานะผู้ต้องหาและมิได้ใช้ตำแหน่งประกันตัวไปตามข่าวที่เสนอเท่านั้น ลักษณะการลงข่าวทำให้เห็นได้ว่าเป็นการลงข่าวและคาดคะเนสรุปของข่าวว่าเป็นกรณีทั่ว ๆ ไปของการตกเป็นผู้ต้องหาเท่านั้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองเรื่องใดกับโจทก์มาก่อนจึงไม่มีเหตุที่จะต้องแกล้งใส่ความโจทก์ในการพิมพ์โฆษณาเช่นนั้น และสรุปสำนวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองตามข้อกล่าวหาตามความเห็นของพนักงานสอบสวน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่

ในปัญหานี้จำเลยฎีกาข้อ 2.1 ข้อ 2.2 ข้อ 2.3 ข้อ 2.4 ข้อ 2.5 และข้อ 2.6 มีใจความสำคัญโดยสรุปว่า

การวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด จำเลยมีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชา เหตระกูล เพราะพิจารณาถึงเจตนาของผู้ต้องหาทั้งสองแล้วว่าไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ การใช้ดุลพินิจของจำเลยเป็นไปด้วยความสุจริตใจ ซึ่งการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีนี้เป็นอิสระของจำเลยและอาจแตกต่างจากศาลอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดโดยอาศัยเหตุที่ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับดุลพินิจของจำเลยเป็นการมิชอบและนำมาซึ่งความสับสนในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่าย ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นในเบื้องต้นว่า

ในฐานะพนักงานอัยการที่มีอำนาจวินิจฉัยสั่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จำเลยย่อมมีอิสระที่จะใช้อำนาจวินิจฉัยสั่งการตามความเห็นของตนได้โดยไม่มีการอ้างได้ว่าการใช้ดุลพินิจไปในทางใดเป็นการชอบหรือมิชอบ เพราะการใช้ดุลพินิจในกรณีเดียวกัน พนักงานอัยการอาจวินิจฉัยคดีไปคนละทางได้ ความถูกต้องเหมาะสมของดุลพินิจเป็นเรื่องของกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ในมาตรา 145 กำหนดว่าในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้องและคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอธิบดีกรมอัยการ ถ้าในนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ให้พนักงานอัยการส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งไม่ฟ้องไปเสนออธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจเพื่อพิจารณาเป็นต้น

ในกรณีนี้แม้การวินิจฉัยของพนักงานอัยการและการวินิจฉัยของอธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจจะแตกต่างกัน ก็เป็นเรื่องของความมีอิสระของแต่ละฝ่ายที่ไม่อาจถือได้ว่าการวินิจฉัยของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นการมิชอบ อย่างไรก็ดี ความมีอิสระของพนักงานอัยการที่จะวินิจฉัยสั่งคดีนี้มิใช่จะไร้ขอบเขตเสียทีเดียว ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีของพนักงานอัยการทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย หมายความว่า ถ้าการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการคนใดเกินล้ำออกนอกขอบเขตดังกล่าว การใช้ดุลพินิจนั้นย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่ถ้าการใช้ดุลพินิจดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมายแล้ว ภายในขอบเขตนี้ พนักงานอัยการจะวินิจฉัยสั่งคดีไปในทางใดก็ได้ ซึ่งความหมายของการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายในที่นี้คือการใช้ดุลพินิจที่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจนั่นเอง

ปัญหาว่าการวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยที่มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีที่โจทก์ในฐานะผู้เสียหายได้กล่าวหาว่าร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารเป็นการใช้ดุลพินิจที่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจหรือไม่ ข้อที่ต้องวินิจฉัยคือ จากพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนประกอบกับความเห็นของพนักงานสอบสวน

การที่พนักงานอัยการคนหนึ่งคนใดจะวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องในกรณีนี้ ข้อวินิจฉัยของพนักงานอัยการดังกล่าววิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้หรือไม่ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือมีการบิดผันอำนาจ อนึ่ง เนื่องจากการวินิจฉัยสั่งคดีของพนักงานอัยการในชั้นนี้มิใช่เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ดังเช่นกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล แต่เป็นเพียงการวินิจฉัยมูลความผิดตามที่กล่าวหาเท่านั้น ซึ่งเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการที่วินิจฉัยสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาคือมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอหรือไม่ที่จะนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อให้ศาลวินิจฉัยชั้นสุดท้ายว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

สำหรับกรณีการวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาผู้ต้องหาทั้งสองของจำเลยกรณีนี้ได้ความว่า ข่าวในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ตามเอกสารหมาย จ. 6 มีข้อความอันเป็นเท็จอยู่สองประการ คือ ประการแรก มีข้อความว่า ทั้งโจทก์และนายบุญชัยต่างแจ้งความหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งความเท็จ และประการที่สองมีข้อความว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันได้ดำเนินคดีแก่โจทก์ด้วย โดยโจทก์ต้องใช้ตำแหน่งราชการประกันตัวไป ซึ่งข้อความสองประการดังกล่าวนี้ไม่ตรงความจริง เพราะในวันเกิดเหตุทั้งโจทก์และนายบุญชัยยังไม่ได้แจ้งความหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งความเท็จ และโจทก์ยังไม่ถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดีจนต้องใช้ตำแหน่งราชการประกันตัว

การลงข่าวในหนังสือพิมพ์อันเป็นเท็จดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าแจ้ง ไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เนื่องจากมีการบิดเบือนข่าว อีกทั้งเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยปราศจากข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์สาธารณะใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์เป็นข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 การลงข่าวเท็จในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ตามเอกสารหมาย จ. 6 ย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ว่าโจทก์มิได้ครองตัวให้สมกับสถานะอันเป็นที่เคารพยำเกรงของตำแหน่งผู้พิพากษาที่โจทก์ดำรงอยู่โดยปล่อยตัวเองถึงขนาดไปทะเลาะกับพ่อค้ากลางถนนจนถูกดำเนินคดีอาญา

จากพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนโดยเฉพาะข่าวในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เอกสารหมาย จ. 6 วิญญูชนโดยทั่วไปย่อมเห็นว่ามีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จะนำบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชั้นสุดท้ายว่าบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชามีความจริงตามที่ถูกกล่าวหาหรือว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองไม่มีความผิดเนื่องจากขาดเจตนาหรือมีข้ออ้างอย่างอื่น

การที่จำเลยวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องบุคคลดังกล่าวโดยอ้างเหตุว่าผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์เป็นการวินิจฉัยมูลความผิดแบบด่วนวินิจฉัยคดีเสียเองดุจเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล กล่าวคือ มิได้ใช้เกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดอย่างพนักงานอัยการพึงใช้ การใช้ดุลพินิจของจำเลยกรณีนี้นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของพนักงานอัยการผู้สุจริตโดยทั่วไป จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่วิญญูชนโดยทั่วไปไม่สามารถยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ แม้การวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด แต่เมื่อเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจเช่นนี้แล้วก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยสุจริตใจดังที่จำเลยอ้าง

โดยสรุปศาลฎีกาเห็นว่า การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยที่มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชา ทั้งที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ซึ่งบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด เป็นเจ้าของและนายประชาเป็นบรรณาธิการ ลงข้อความตามเอกสารหมาย จ. 6 เป็นความเท็จ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในกรณีนี้ เป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ จึงเกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย และในฐานะที่จำเลยเป็นข้าราชการอัยการชั้นสูง จำเลยย่อมทราบดีถึงเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการ การใช้ดุลพินิจผิดกฎหมายในกรณีนี้ จำเลยเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการมิชอบและยังเห็นได้อีกว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย อีกทั้งเพื่อจะช่วยบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชามิให้ต้องโทษจากการกระทำความผิดของตนอีกด้วย จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ฎีกาจำเลยข้อ 2.1 ข้อ 2.2 ข้อ 2.3 ข้อ 2.4 ข้อ 2.5 และข้อ 2.6 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาในข้อ 2.7 และข้อ 2.8 มีใจความว่า โจทก์มิใช่เป็นผู้เสียหายจากการวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาของจำเลย เพราะถึงแม้จำเลยจะสั่งไม่ฟ้องบุคคลดังกล่าว โจทก์ก็ยังฟ้องคดีเองได้ อีกทั้งการสั่งไม่ฟ้องคดีของจำเลย จำเลยไม่มีเจตนาจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใด อนึ่ง จำเลยยังอ้างอีกว่า ความผิดกรณีนี้เฉพาะรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดคือการใช้อำนาจในฐานะพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทโจทก์ ผลของการกระทำของจำเลยคือ โจทก์ในฐานะผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดของจำเลยโดยตรง โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย ฎีกาของจำเลยข้อ 2.7 และข้อ 2.8 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาในข้อ 2.9 ว่า ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดโดยโจทก์มิได้บรรยายคำฟ้องในส่วนที่ว่าการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจำเลยกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยข้อความในคำฟ้องที่ว่า “เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์” นั้น เป็นส่วนที่อ้างถึงการหมิ่นประมาทโจทก์ของบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชา มิใช่เป็นส่วนที่อ้างถึงการใช้อำนาจสั่งไม่ฟ้องบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และนายประชาของจำเลย ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า

ตามฟ้องข้อ 1 (ก) แม้ข้อความว่า “เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์” จะอยู่ต่อจากและติดความข้อความว่า “…ผู้ต้องหาทั้งสองมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์” กล่าวคือ เมื่ออ่านรวมกันมีข้อความว่า “…ผู้ต้องหาทั้งสองมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์” แต่การทำเข้าใจข้อความในคำฟ้อง ต้องทำความเข้าใจข้อความดังกล่าวประกอบข้อความส่วนอื่นๆ ของคำฟ้องด้วย ซึ่งเห็นได้ว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อความสืบเนื่องจากการสั่งไม่ฟ้องคดีของจำเลยดังที่โจทก์บรรยายไว้อย่างชัดเจนในตอนต้น จึงเข้าใจได้อยู่ในตัวว่า ในการอ้างว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์หมายถึงเจตนาที่สืบเนื่องจากการใช้อำนาจสั่งฟ้องคดีของจำเลย ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อ 2.9 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน”

พิพากษายืน ( วิชัย วิวิตเสวี – หัสดี ไกรทองสุก – เกรียงชัย จึงจตุรพิธ )
Read more ...

คดีปกครอง รอง ผกก.สส.สภ.พระยืน ขอนแก่น ฟ้อง สตช.,ผบ.ตร. และ ก.ตร. กรณีใช้ ม.56

8/7/53
คดีศาลปกครองกลาง หมายเลขดำที่ 152/2550 

กรณี พ.ต.ท. ดาวเรืองภูมิ สันดี รอง ผกก.สส.สภ.พระยืน จว.ขอนแก่น ฟ้อง

สตช. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

ผบ.ตร. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และ

ก.ตร. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 

ประเด็นฟ้อง 2 ประเด็น

1. การเลือกตั้ง ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ถูก รสช. สั่งยุบไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(ที่ไปที่มา เมื่อ19 ก.ย.49 บี๊กบัง หัวหน้าคณะ รสช. สั่งยุบ ก.ตร.เลือกตั้งที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น แล้วมีการเลือกตั้งซ่อม ก.ตร.ใหม่ ( คือชุดปัจจุบัน ) )
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ตำรวจฯ ม.40 ที่ว่า เมื่อ ก.ตร.พ้นตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ผู้ซึ่งมีชื่อในบัญชีประเภทนั้นตาม ม.37 ว 3 ในอันดับแรกเป็น ก.ตร.แทน สตช. แทนที่จะเลื่อนตำแหน่งสำรองขึ้นมากลับให้มีการเลือกตั้งใหม่

ก.ตร. มีหน้าที่วางระเบียบหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้ตำรวจทุกคนปฏิบัติ หาก ก.ตร.มาไม่ชอบเสียแล้ว ระเบียบหลักเกณฑ์ที่ออกมานั้นก็ไม่ชอบไปด้วย เพื่อมิให้เกิดความเสียหายในอนาคต จำเป็นต้องฟ้องคดีนี้

2. ผบ.ตร.(พล.ต.อ.โกวิท) ใช้อำนาจแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไม่ชอบด้วยกฎหมาย
( ที่มาที่ไป มติ ก.ตร.ที่ 14/49 ลง 1 พ.ย.49 ให้ ผบ.ตร.ใช้อำนาจตาม ม.56 แต่งตั้งตำรวจได้โดยไม่ต้องใช้หลักเกณฑ์การแต่งตั้งตามปกติ )

มีผลให้ ผบ.ตร.มีอำนาจแต่งตั้ง รอง ผบก. จำนวน 39 ตำแหน่ง ผกก. จำนวน 40 ตำแหน่ง รวม 79 ตำแหน่ง โดยออกคำสั่ง ตร.ที่ 788/49 ซึ่ง ก.ตร.เป็นผู้อนุมัติให้มีอำนาจ
ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การแต่งตั้ง ผกก. - รอง ผบก.เป็นอำนาจของ ผบช.ต่างๆ ที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อ ตร. ตามที่กฎหมายบัญญัติ และการใช้อำนาจแต่งตั้งตาม ม.56 ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุพิเศษ หรือ ผบช.ใช้อำนาจแต่งตั้งไม่เป็นธรรม หรือไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ที่ ก.ตร. กำหนด โดยการใช้อำนาจแต่งตั้งตาม ม.นี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.
ข้อเท็จจริงการแต่งตั้งคราวนั้น ไม่มีเหตุขัดข้อง ไม่มีเหตุพิเศษตามที่กฎหมายบัญญัติ..แต่เป็นกรณีที่ ผบ.ตร.รวบอำนาจเอามาแต่งตั้งเสียเอง อันเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ก.ตร.ก็อนุมัติโดยไร้เหตุผลขัดต่อกฎหมายเช่นกัน

เพื่อสร้างบรรทัดฐาน สร้างความเป็นธรรมให้เกิดกับองค์กรตำรวจ จึงฟ้องคดีนี้

เมื่อ 25 มิ.ย.2553 ศาลมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ 898/2553
ประเด็นที่ 1. ศาลเห็นว่า สตช. ทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ประเด็นที่ 2. ศาลเห็นว่า คำสั่งแต่งตั้งที่ 788/49 ผบ.ตร. ใช้อำนาจโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ม.55 เมื่อการใช้อำนาจของ ผบ.ตร. ฝ่าฝืนกฎหมาย มติ ก.ตร.ที่ 14/2549 ที่เห็นชอบให้ ผบ.ตร.ใช้อำนาจแต่งตั้งดังกล่าวได้ ย่อมฝ่าฝืนกฎหมายไปด้วย

จึงพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งและมติ ก.ตร. นั้น

ผลของคำพิพากษา 

คำสั่งแต่งตั้งที่ 788/49 ซึ่งแต่งตั้ง ผกก. 40 ตำแหน่ง และ รอง ผบก. 39 ตำแหน่ง เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นอันสิ้นผล
Read more ...

ตัดสินจารุวรรณ ย้ายขรก.สตง.มิชอบ

11/5/53
ด้วยกฎหมาย โดยผู้ฟ้องระบุ สตง. มีมติให้ไปดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 แต่กลับถูกเด้ง จากเมืองกรุง ไปเป็นนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 จ.อยุธยา


เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ
นายชูพงศ์ เศวตจินดา ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและคณะ

ได้ออกบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 88/2552 ซึ่ง

น.ส.สุมิตรา เนตรสว่าง
อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายใน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

ยื่นฟ้อง

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และ
คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง.

ในข้อหา

หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ ของรัฐออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในการมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2549 ย้ายผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่ง นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 สังกัดกลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 1 (จ.พระนครศรีอยุธยา)

โดยไม่มีอำนาจ
มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และ
ไม่เป็นไปตามความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ทั้งที่ตำแหน่งว่างใน สตง.ส่วนกลางยังมีเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า
ในการประชุมคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2548 ได้มีมติเห็นชอบให้ใช้โครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในและจัดอัตรากำลังของ สตง.ใหม่

โดยเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีจัดคนลงตำแหน่ง ด้วยการ พิจารณาองค์ประกอบ คือ

1.ความรู้หรือคุณวุฒิที่สำเร็จ
2.ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในงานที่ปฏิบัติ
3.ความประพฤติ 4.ประวัติการรับราชการ 5.ผลสำเร็จของงานที่รับผิดชอบในตำแหน่งและต่อนโยบายของ สตง. 6.จากการประเมินผลงาน และ7.ความอาวุโส โดยในการพิจารณาแต่ละองค์ประกอบดังกล่าว ให้เน้นที่ผลสำเร็จของงานเป็น อันดับแรก ส่วนวิธีการจัดคนลงตามโครงสร้างใหม่นั้น ให้ผู้ว่าการ สตง.แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา 4 คณะ ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านสนับสนุนการตรวจสอบ ด้านการตรวจสอบภายในส่วนกลาง และด้านการตรวจสอบในส่วนภูมิภาค



เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คณะกรรมการตามคำสั่ง สตง.ที่ 17/2549 ซึ่งมีนายจีระรัตน์ นพวงศ์ ณ อยุธยา รองผู้ว่าฯ สตง.รักษาราชการแทนผู้ว่าการ สตง. เป็นประธานได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบให้ น.ส.สุมิตราเข้าดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายใน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดคนลงตามโครงสร้างใหม่ ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบ ผู้ว่าการ สตง. โดยคุณหญิงจารุวรรณ ก็ควรพิจารณาแต่งตั้ง น.ส.สุมิตรา เข้าดำรงตำแหน่งตามที่คณะกรรมการดังกล่าวเสนอ แต่หากผู้ว่าฯ สตง. เห็นว่า ไม่เหมาะสม ควรแต่งตั้ง น.ส.สุมิตราให้ไปดำรงตำแหน่งอื่น ก็จะต้องมีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่หักล้างความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าวได้



ในกรณีนี้ ผู้ว่าการ สตง. โดยคุณหญิงจารุวรรณ ได้มีคำสั่ง สตง.ที่ 40/2549 ลงวันที่ 10 มี.ค.2549 แต่งตั้ง น.ส.สุมิตรา ให้ไปดำรงตำแหน่งนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 สังกัดกลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 1 (จ.พระนครศรีอยุธยา) ตามโครงสร้างแบ่งส่วนราชการใหม่ โดยอ้างว่า น.ส.สุมิตรา ไม่เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน เนื่องจากการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่องานการตรวจสอบภายในอย่างใด



โดยอ้างอิงผลการปฏิบัติงานของ น.ส.สุมิตรา ซึ่งศาลได้ตรวจพิจารณาแล้วเห็นว่า เอกสารรายงานฉบับดังกล่าว มิได้มีข้อโต้แย้งหรือกล่าวอ้างว่า น.ส.สุมิตรา มีข้อบกพร่องหรือไม่เป็นประโยชน์ต่องานตรวจสอบภายในเรื่องใด ประกอบกับผลการปฏิบัติงานดังกล่าวตามเอกสารที่ ผู้ว่าการ สตง. โดยคุณหญิงจารุวรรณ อ้างถึงนั้น เป็นช่วงระยะเวลาที่คุณหญิงจารุวรรณ ไม่ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่ง ผู้ว่าการ สตง.ในระหว่างวันที่ 8 ก.ค. 2547 ถึง 7 ก.พ. 2549 รวมระยะเวลา 1 ปี 7 เดือน ข้ออ้างดังกล่าวของผู้ว่าการ สตง.จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะหักล้างความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งตามคำสั่งที่ 17/2549 ที่เห็นควรจัดและแต่งตั้ง น.ส.สุมิตราได้ดำรงตำแหน่งเดิม



ดังนั้น การที่ผู้ว่าการ สตง. โดยคุณหญิงจารุวรรณ ได้พิจารณาแต่งตั้ง น.ส.สุมิตรา เจ้าหน้าที่ ตรวจสอบภายใน 8 กลุ่มงานตรวจสอบภายใน ไปดำรงตำแหน่งนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 สังกัดกลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 1 (จ.พระนครศรีอยุธยา) จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย



พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง สตง.ที่ 40/2549 ลงวันที่ 10 มี.ค. 2549 เฉพาะส่วนที่แต่งตั้ง น.ส.สุมิตรา ให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 8 สังกัดกลุ่มตรวจสอบการเงินที่ 2 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 1 (จ.พระนครศรีอยุธยา) และให้ถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของ น.ส.สุมิตราได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ที่ส่วนกลาง (กทม.) ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 2549 จนเกษียณอายุราชการ ส่วนคำขออื่นให้ยก



อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ แต่ไม่สามารถติดต่อได้
Read more ...

ร่างกายพิการกับการสมัครสอบเป็นอัยการ

7/5/53
เราคงเห็นบุคคลที่มีร่างกายพิการแต่มีความเพียร ไม่ย่อท่อยอมแพ้ในชีวิต ในการดำรงตนที่จะมีอาชีพอยู่ในสังคมและโลกใบนี้อย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป

บทความนี้จะเขียนถึงผู้มีร่างกายพิการเป็นนักกฎหมายประกอบอาชีพทนายความ แต่ร่างกายพิการเพราะเป็นโปลิโอไปสมัครสอบคัดเลือกเป็นอัยการผู้ช่วยประจำปี พ.ศ.2544 แต่ถูกปฏิเสธ

เรื่องนี้ได้มีการว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลรัฐธรรมนูญ โดยทนายความผู้นี้ได้ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 มาตรา 33 (11) ที่ไม่รับสมัครคนพิการเป็นอัยการอ้างว่า “ กายไม่เหมาะสม ” นั้น กฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญเลือกปฏิบัติ โดยรัฐธรรมนูญจะต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยเสมอภาคกัน ยึดมั่นในเสรีภาพในการประกอบอาชีพและให้รัฐช่วยเหลือผู้พิการหรือทุพพลภาพ และผู้ตรวจการแผ่นดินได้เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยที่ 44/2545 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2545 ศาลรัฐธรรมนูญ โดยเสียงข้างมากคือ 12 ต่อ 3 เสียง วินิจฉัยว่า

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 มาตรา 33 (11) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ผลคือทนายความผู้มีกายพิการด้วยโปลิโอ ไม่สามารถที่จะทำการสมัครเป็นอัยการได เพราะกายไม่เหมาะสมดังที่ตนตั้งใจไว้

แต่ทนายความผู้นี้ หาได้ลดความพยายามไม่ ในฐานะที่ตนเป็นนักกฎหมายและผลเกิดขึ้นกับตน จึงนำเรื่องดังกล่าวที่คณะกรรมการอัยการมีมติไม่รับสมัครเข้าเป็นอัยการ ไปฟ้องยังศาลปกครองชั้นต้น เพื่อให้ศาลปกครองเพิกถอนมติของคณะกรรมการอัยการ (ก.อ) ต่อไป

ศาลปกครองชั้นต้นว่าผู้ฟ้องมีรูปกายพิการ เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเทียบกับบุคคลปกติทั่วไป จึงยกฟ้อง

ต่อมาผู้ฟ้องได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 ให้เพิกถอนมติคณะกรรมการอัยการที่สั่งไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดี จึงมีผลให้ทนายความผู้พิการมีสิทธิสอบได้ โดยศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า

แม้ผู้ฟ้องจะมีรูปกายพิการ แต่ความพิการไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ฟ้องไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่การงานโดยปกติ ได้ ซึ่งงานที่ผู้ฟ้องเคยทำในขณะเป็นทนายความมาแล้วมีลักษณะทำนองเดียวกับงานของข้าราชการอัยการดังกล่าว

จึงน่าเชื่อว่าความแตกต่างทางร่างกายของผู้ฟ้องจะไม่เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่ของงานอัยการ จึงไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นควรค่าแก่การรับฟัง

ซึ่ง

-เป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยโดยไม่ชอบตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการฯ
-เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี
-เป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยโดยไม่ชอบตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการฯ และ
-เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี

ตามมาตรา 30 ของ รธน.

ผลจึงทำให้ทนายความผู้นี้สามารถสมัครสอบแข่งขันที่จะเป็นพนักงานอัยการได้

จากแนววินิจฉัยสะท้อนให้เห็นได้ว่า ร่างกายจะพิการแต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เพราะค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ความซื่อสัตย์สุจริต ขยันหมั่นเพียร มีอิทธิบาท 4 ย่อมประสพผลสำเร็จ แต่ถ้าผู้มีการพิการไปสมัครรับราชการเป็นตำรวจ กรณีนี้ กายพิการก็อาจเป็นอุปสรรคได้ตามกฎหมาย

เพราะตำรวจต้องใช้ร่างกายที่แข็งแรงปฏิบัติหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2538 มาตรา 30 (5)

ที่ว่า

ผู้ที่จะเข้ารับราชการต้องไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัตหน้าที่ได้
แต่การเป็นอัยการเพียงใช้สติปัญญาความคิดเป็นสำคัญ
ซึ่งเขาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างที่เคยเป็นทนายความมาแล้ว

การตีความหรือเข้าถึงเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น ผู้พิการมีความสามารถจะไม่ให้เขาเข้าแสดงความสามารถ ไม่ให้โอกาสเพียงมีกฎระเบียบไว้ปิดกั้น เขาจะอยู่ในสังคมได้อย่างไร มีสิทธิเพียงหายใจอย่างเดียวหรือ คนพิการไม่มีสิทธิประกอบอาชีพอันทรงเกียรติหรืออย่างไร แต่บางคนมีกายครบสามสิบสองแต่ทำตนไม่สมที่มีเกียรติ ซึ่งมีข่าวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าละอาย

โดยเฉพาะประเทศไทยได้มีกติกาสัญญาเป็นภาคี และประกาศของสหประชาชาติ ว่าด้วยเรื่องสิทธิต่าง ๆ ของผู้พิการทุพพลภาพบัญญัติว่า “ บุคคลพิการทุพพลภาพมีสิทธิที่จะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และที่จะมีระดับการครองชีวิตที่ดีบุคคลเหล่านั้นมีสิทธิที่จะได้ทำงานและคงสภาพการมีงานทำ หรือที่จะเข้าร่วมปฏิบัติอาชีพที่มีประโยชน์มีผลิตผลและมีรายได้และที่จะร่วมกับสหภาพแรงงานทั้งนี้ ตามความสามารถของตน

ดังนั้น การอยู่รวมกันในสังคมในโลกใบนี้ จะต้องมองในภาพกว้างไม่ยึดติดต่อบทกฎหมายตามตัวอักษร ต้องถือมั่นในบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ที่เป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่เป็นจิตวิญญาณอยู่เบื้องหลังที่ปรากฎเป็นตัวอักษร ดังคำที่ว่าความยุติธรรมคือการไม่เลือกปฏิบัติ (Justice is not discrimination )
Read more ...